ซูฮาร์โต+มาร์กอส=ทักษิณ
โดย สุรวิชช์ วีรวรรณ 20 ตุลาคม 2548 17:58 น.
เราคงไม่ต้องไปประเมินว่า สินทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเครือญาติมีอยู่เท่าไหร่ เมื่อไม่นานมานี้ หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ ได้เลื่อนการจัดอันดับให้นายกฯ ของเราเป็นมหาเศรษฐีที่ทรงอำนาจที่สุดคนหนึ่งในโลก จากอันดับที่ 21 มาอยู่อันดับที่ 14 เลื่อนขึ้นมา 7 อันดับ ด้วยทรัพย์สิน 56,000 ล้านบาท
แน่นอนว่า การประสบความสำเร็จทางธุรกิจของพ.ต.ท.ทักษิณ นี่เองที่ทำให้ประชาชนมีความคาดหวัง หลังจากเขาตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้นมาพร้อมนโยบายที่เป็นรูปธรรม
เมื่อได้เข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลทักษิณมีนโยบายประชานิยมออกมาเป็นชุดๆเพื่อเอาอกเอาใจคนทั้งประเทศ แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปกลับพบว่า นโยบายเหล่านี้ไม่ต่างกับการทำโปรโมชันเพื่อส่งเสริมการขายสินค้า ซึ่งในฐานะการเมืองก็คือ การส่งเสริมฐานะของพ.ต.ท.ทักษิณเอง
นโยบายและวาทกรรมของพ.ต.ท.ทักษิณหลายครั้ง ได้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ ยึดมั่นในแนวทางการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบเกินตัว สนับสนุนการบริโภคนิยมแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ซึ่งตรงข้ามกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ดังนั้นเมื่อสมัยที่ 2 ของรัฐบาลผ่านมาเพียงไม่กีเดือน สังคมและสื่อมวลชนก็เริ่มออกมาตั้งคำถามต่อแนวนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ เพราะนโยบายหลายอย่างเริ่มเห็นความล้มเหลว และสะท้อนให้เห็นว่า เอื้อที่จะตอบแทนผลประโยชน์ให้แก่บริษัทวงศ์วานว่านเครือ และรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นผลประโยชน์ของชาติก็ถูกนำมาแปรรูปเพื่อแบ่งปันกันในหมู่พวกพ้อง
ความชัดเจนในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่หลายฝ่ายเคยตั้งคำถามและกังขาเริ่มปรากฏขึ้น
หลายคนจึงเริ่มนึกถึงอดีตประธานาธิบดี แห่งอินโดนีเซีย และอดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส แห่งฟิลิปปินส์ ราวกับว่า สามคนนี้มีความละม้ายคล้ายคลึงกัน
อย่างไรก็ตามมีคนบอกว่า ซูฮาร์โต ก็คือ ซูฮาร์โต มาร์กอส ก็คือ มาร์กอส ทั้งสองคนมีความต่างกันอยู่ เพียงแต่ทักษิณเองที่ดันไปเหมือนกับมาร์กอสบวกกับซูฮาร์โตเข้าอย่างช่วยไม่ได้
ก่อนหน้านี้องค์การเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ(ทีไอ)เคยระบุว่า อดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต แห่งอินโดนีเซีย ครองอันดับหนึ่งผู้นำที่โกงกินมากที่สุดในโลก ทั้งนี้ตามบัญชีจัดอันดับ 10 ผู้นำทุจริตคอร์รัปชันที่สุดของโลกในรอบ 20 ปีที่ โดยมาร์กอส อดีตผู้นำของฟิลิปปินส์มาเป็นอันดับ 2
รายงานดังกล่าวประเมินว่า ตระกูลซูฮาร์โต(1967-98)โกงกินประเทศชาติไปราว 15,000-35,000 ล้านดอลลาร์ ระหว่างที่เขากุมอำนาจปกครองประเทศนานถึง 32 ปี นับตั้งแต่ปี 1967
ผู้ที่ติดอันดับที่ 2 ได้แก่ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์(1972-86) ซึ่งก้าวเข้ามาสู่อำนาจเมื่อปี 1972 ด้วยการคอร์รัปชันประเทศชาติไป 5,000-10,000 ล้านดอลลาร์
แต่เราต้องยอมรับว่า ความร่ำรวยของพ.ต.ท.ทักษิณนั้น มาจากการทำธุรกิจของเขา แม้ว่า การได้มาของธุรกิจนั้นจะถูกมองว่า เป็นการวิ่งเต้นจากผู้มีอำนาจในยุคเผด็จการรสช.
ในระหว่างที่มีอำนาจนั้น ประธานาธิบดีซูฮาร์โต ก็ถือเป็นหนึ่งในสิบอภิมหาเศรษฐีรวยที่สุดของโลกด้วยสินทรัพย์ส่วนตัว 16,000 ล้านดอลลาร์
นิตยสารฟอร์บส์ เคยรายงานไว้ว่า แหล่งสร้างความร่ำรวยให้แก่ประธานาธิบดีซูฮาร์โตคือหุ้นที่ซูฮาร์โตถือครองในบรรดาบริษัทธุรกิจระดับยักษ์ของอินโดนีเซีย โดยมีข้อมูลว่า รัฐบาลอินโดนีเซียจะเอื้อประโยชน์สูงสุด แก่บริษัทที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกับท่านประธานาธิบดี
บรรดาเครือข่ายธุรกิจที่สร้างรายได้ปันส่วนแบ่งป้อนให้แก่ซูฮาร์โต จะได้รับสิทธิผูกขาดในหลายหลากธุรกิจภายใต้รูปแบบ ใบอนุญาต-สัมปทาน แต่เพียงผู้เดียว หรือเพียงสองสามราย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังปี 1982 รัฐบาลอินโดนีเซียบังคับใช้ระบบ "เทรดเดอร์รับอนุญาต" เพื่อผูกขาดการนำเข้าและการจัดจำหน่ายสินค้านำเข้าให้อยู่ในอำนาจของหน่วยงานรัฐเพียงบางหน่วย สิทธิผูกขาดเหล่านั้นจะทยอยถ่ายโอนสู่เครือข่ายธุรกิจในอุปถัมภ์
ประธานาธิบดีซูฮาร์โต สามารถพลิกฐานะจากลูกชาวนามาเป็นอภิมหาเศรษฐีของโลก เช่นเดียวกับพ.ต.ท.ทักษิณ ที่สามารถพลิกชีวิตจากการวิ่งแลกเช็คขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีในระยะเวลาไม่กี่ปี แต่ความจริงแล้วซูฮาร์โตไม่ได้ลงแรงประกอบการธุรกิจด้วยตัวเอง แต่เขาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากตัวแทนธุรกิจใกล้ชิดที่โอบอุ้มคุ้มครองจากอำนาจรัฐนั่นเอง
ฮูโตโม มันดาลา บุตรา บุตรคนที่ 5 ของประธานาธิบดีซูฮาร์โต ก็มีธุรกิจหลายอย่างที่ร่ำรวยมาจากการได้สิทธิพิเศษ สัมปทานผูกขาด จากการอิงแอบอำนาจของบิดา
หลังซูฮาร์โต ผูกขาดตำแหน่งผู้นำอินโดนีเซียมา 32 ปี อินโดนีเซียเจอพิษเศรษฐกิจในปี 1998 การลุกฮือครั้งใหญ่ของประชาชนจึงปะทุขึ้น ทหารและตำรวจใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรง แต่ยิ่งปราบเหมือนยิ่งปลุก การจลาจลลุกลามไปทั่ว จนซูฮาร์โตจำต้องประกาศสละเก้าอี้ในที่สุด
และในช่วงปลายปีนั้น นักศึกษาอิเหนาได้ลุกฮือขึ้นเรียกร้องรัฐบาลให้ดำเนินคดีโกงชาติกับอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต
ส่วนยุคสมัยแห่งการเรืองอำนาจของมาร์กอสแห่งฟิลิปปินส์นั้น ประชาชนฟิลิปปินส์ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของเผด็จการเสียงข้างมาก มาร์กอสก็เช่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เขาเริ่มต้นด้วยความคาดหวังของประชาชน ด้วยชัยชนะจากการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น มาร์กอสบริหารประเทศผสมผสานความก้าวหน้า แต่แฝงไปด้วยผลประโยชน์ในการคอร์รัปชัน และการลิดรอนสิทธิมนุษยชน
ขณะที่บ้านเมืองระส่ำระสาย อีเมลด้า เริ่มบทบาทหน้าที่สตรีหมายเลข 1 เธอออกเดินทางไปทั่วโลกพบปะผู้นำประเทศ และจับจ่ายซื้อสินค้าอย่างฟุ่มเฟือย เธอเข้ามามีบทบาทในการบงการทางการเมืองทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง
มาร์กอสก็ไม่ต่างกับผู้มีอำนาจบางคน เขาอาศัยประชาธิปไตยเป็นฉากบังหน้ายุคของเขาถูกมองว่าเป็นยุคโคตรอภิมหาโกง ด้วยอิทธิพล ปืน-เงินทอง-อันธพาล (gun-gold-goon) ช่วงแห่งการเสวยอำนาจของเขาเต็มไปด้วยการกดขี่ข่มเหงฝ่ายตรงข้าม และประชาชน การทุจริตคอร์รัปชันระบาดไปทั่วทุกหย่อมหญ้า
ความฮึกเหิมของมาร์กอสมาจากการมีฐานเสียงสนับสนุนในสภาและในกองทัพอย่างล้นหลาม
ในระยะหลัง ชาวฟิลิปปินส์เริ่มตั้งคำถามต่อรัฐบาลมาร์กอส แต่ชนวนของการลุกฮือก็ยังไม่เกิดขึ้น เพราะพวกเขามัวแต่ตั้งคำถามว่าไม่เอามาร์กอสแล้วจะเอาใคร จนกระทั่งเบนินโย่ อาคิโน่ นักโทษการเมืองที่ลี้ภัยออกจากฟิลิปปินส์เดินทางกลับมาบ้านเกิด ทันทีที่ลงจากเครื่องบินและเท้าสัมผัสแผ่นดินเกิด อาคิโน่ ก็ถูกลอบสังหาร
ความตายของอาคิโน่นี่เองที่เป็นชนวนให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมาขับไล่ระบอบมาร์กอส จนในที่สุดเขายอมปิดฉากอำนาจของตนลง แม้จะจัดให้มีการเลือกตั้ง มาร์กอสก็พ่ายแพ้อย่างหมดรูป เขา และ อีเมลด้า ถูกชาวฟิลิปปินส์ขับไล่ออกจากประเทศ ยุคสมัยแห่งอำนาจของ เฟอร์ดินานด์ และ อีเมลด้า สิ้นสุดลงตั้งแต่บัดนั้น
ไม่น่าเชื่อว่า เมื่อย้อนกลับไปมองมาร์กอสและซูฮาร์โตแล้วหันกลับมามองบ้านเรา ก็เริ่มเห็นเค้าลางแล้วใช่ไหมว่า รัฐบาลทักษิณจะมีจุดจบอย่างไร
โดย สุรวิชช์ วีรวรรณ 20 ตุลาคม 2548 17:58 น.
เราคงไม่ต้องไปประเมินว่า สินทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเครือญาติมีอยู่เท่าไหร่ เมื่อไม่นานมานี้ หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ ได้เลื่อนการจัดอันดับให้นายกฯ ของเราเป็นมหาเศรษฐีที่ทรงอำนาจที่สุดคนหนึ่งในโลก จากอันดับที่ 21 มาอยู่อันดับที่ 14 เลื่อนขึ้นมา 7 อันดับ ด้วยทรัพย์สิน 56,000 ล้านบาท
แน่นอนว่า การประสบความสำเร็จทางธุรกิจของพ.ต.ท.ทักษิณ นี่เองที่ทำให้ประชาชนมีความคาดหวัง หลังจากเขาตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้นมาพร้อมนโยบายที่เป็นรูปธรรม
เมื่อได้เข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลทักษิณมีนโยบายประชานิยมออกมาเป็นชุดๆเพื่อเอาอกเอาใจคนทั้งประเทศ แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปกลับพบว่า นโยบายเหล่านี้ไม่ต่างกับการทำโปรโมชันเพื่อส่งเสริมการขายสินค้า ซึ่งในฐานะการเมืองก็คือ การส่งเสริมฐานะของพ.ต.ท.ทักษิณเอง
นโยบายและวาทกรรมของพ.ต.ท.ทักษิณหลายครั้ง ได้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ ยึดมั่นในแนวทางการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบเกินตัว สนับสนุนการบริโภคนิยมแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ซึ่งตรงข้ามกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ดังนั้นเมื่อสมัยที่ 2 ของรัฐบาลผ่านมาเพียงไม่กีเดือน สังคมและสื่อมวลชนก็เริ่มออกมาตั้งคำถามต่อแนวนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ เพราะนโยบายหลายอย่างเริ่มเห็นความล้มเหลว และสะท้อนให้เห็นว่า เอื้อที่จะตอบแทนผลประโยชน์ให้แก่บริษัทวงศ์วานว่านเครือ และรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นผลประโยชน์ของชาติก็ถูกนำมาแปรรูปเพื่อแบ่งปันกันในหมู่พวกพ้อง
ความชัดเจนในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่หลายฝ่ายเคยตั้งคำถามและกังขาเริ่มปรากฏขึ้น
หลายคนจึงเริ่มนึกถึงอดีตประธานาธิบดี แห่งอินโดนีเซีย และอดีตประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส แห่งฟิลิปปินส์ ราวกับว่า สามคนนี้มีความละม้ายคล้ายคลึงกัน
อย่างไรก็ตามมีคนบอกว่า ซูฮาร์โต ก็คือ ซูฮาร์โต มาร์กอส ก็คือ มาร์กอส ทั้งสองคนมีความต่างกันอยู่ เพียงแต่ทักษิณเองที่ดันไปเหมือนกับมาร์กอสบวกกับซูฮาร์โตเข้าอย่างช่วยไม่ได้
ก่อนหน้านี้องค์การเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ(ทีไอ)เคยระบุว่า อดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต แห่งอินโดนีเซีย ครองอันดับหนึ่งผู้นำที่โกงกินมากที่สุดในโลก ทั้งนี้ตามบัญชีจัดอันดับ 10 ผู้นำทุจริตคอร์รัปชันที่สุดของโลกในรอบ 20 ปีที่ โดยมาร์กอส อดีตผู้นำของฟิลิปปินส์มาเป็นอันดับ 2
รายงานดังกล่าวประเมินว่า ตระกูลซูฮาร์โต(1967-98)โกงกินประเทศชาติไปราว 15,000-35,000 ล้านดอลลาร์ ระหว่างที่เขากุมอำนาจปกครองประเทศนานถึง 32 ปี นับตั้งแต่ปี 1967
ผู้ที่ติดอันดับที่ 2 ได้แก่ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์(1972-86) ซึ่งก้าวเข้ามาสู่อำนาจเมื่อปี 1972 ด้วยการคอร์รัปชันประเทศชาติไป 5,000-10,000 ล้านดอลลาร์
แต่เราต้องยอมรับว่า ความร่ำรวยของพ.ต.ท.ทักษิณนั้น มาจากการทำธุรกิจของเขา แม้ว่า การได้มาของธุรกิจนั้นจะถูกมองว่า เป็นการวิ่งเต้นจากผู้มีอำนาจในยุคเผด็จการรสช.
ในระหว่างที่มีอำนาจนั้น ประธานาธิบดีซูฮาร์โต ก็ถือเป็นหนึ่งในสิบอภิมหาเศรษฐีรวยที่สุดของโลกด้วยสินทรัพย์ส่วนตัว 16,000 ล้านดอลลาร์
นิตยสารฟอร์บส์ เคยรายงานไว้ว่า แหล่งสร้างความร่ำรวยให้แก่ประธานาธิบดีซูฮาร์โตคือหุ้นที่ซูฮาร์โตถือครองในบรรดาบริษัทธุรกิจระดับยักษ์ของอินโดนีเซีย โดยมีข้อมูลว่า รัฐบาลอินโดนีเซียจะเอื้อประโยชน์สูงสุด แก่บริษัทที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกับท่านประธานาธิบดี
บรรดาเครือข่ายธุรกิจที่สร้างรายได้ปันส่วนแบ่งป้อนให้แก่ซูฮาร์โต จะได้รับสิทธิผูกขาดในหลายหลากธุรกิจภายใต้รูปแบบ ใบอนุญาต-สัมปทาน แต่เพียงผู้เดียว หรือเพียงสองสามราย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังปี 1982 รัฐบาลอินโดนีเซียบังคับใช้ระบบ "เทรดเดอร์รับอนุญาต" เพื่อผูกขาดการนำเข้าและการจัดจำหน่ายสินค้านำเข้าให้อยู่ในอำนาจของหน่วยงานรัฐเพียงบางหน่วย สิทธิผูกขาดเหล่านั้นจะทยอยถ่ายโอนสู่เครือข่ายธุรกิจในอุปถัมภ์
ประธานาธิบดีซูฮาร์โต สามารถพลิกฐานะจากลูกชาวนามาเป็นอภิมหาเศรษฐีของโลก เช่นเดียวกับพ.ต.ท.ทักษิณ ที่สามารถพลิกชีวิตจากการวิ่งแลกเช็คขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีในระยะเวลาไม่กี่ปี แต่ความจริงแล้วซูฮาร์โตไม่ได้ลงแรงประกอบการธุรกิจด้วยตัวเอง แต่เขาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากตัวแทนธุรกิจใกล้ชิดที่โอบอุ้มคุ้มครองจากอำนาจรัฐนั่นเอง
ฮูโตโม มันดาลา บุตรา บุตรคนที่ 5 ของประธานาธิบดีซูฮาร์โต ก็มีธุรกิจหลายอย่างที่ร่ำรวยมาจากการได้สิทธิพิเศษ สัมปทานผูกขาด จากการอิงแอบอำนาจของบิดา
หลังซูฮาร์โต ผูกขาดตำแหน่งผู้นำอินโดนีเซียมา 32 ปี อินโดนีเซียเจอพิษเศรษฐกิจในปี 1998 การลุกฮือครั้งใหญ่ของประชาชนจึงปะทุขึ้น ทหารและตำรวจใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรง แต่ยิ่งปราบเหมือนยิ่งปลุก การจลาจลลุกลามไปทั่ว จนซูฮาร์โตจำต้องประกาศสละเก้าอี้ในที่สุด
และในช่วงปลายปีนั้น นักศึกษาอิเหนาได้ลุกฮือขึ้นเรียกร้องรัฐบาลให้ดำเนินคดีโกงชาติกับอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต
ส่วนยุคสมัยแห่งการเรืองอำนาจของมาร์กอสแห่งฟิลิปปินส์นั้น ประชาชนฟิลิปปินส์ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของเผด็จการเสียงข้างมาก มาร์กอสก็เช่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เขาเริ่มต้นด้วยความคาดหวังของประชาชน ด้วยชัยชนะจากการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น มาร์กอสบริหารประเทศผสมผสานความก้าวหน้า แต่แฝงไปด้วยผลประโยชน์ในการคอร์รัปชัน และการลิดรอนสิทธิมนุษยชน
ขณะที่บ้านเมืองระส่ำระสาย อีเมลด้า เริ่มบทบาทหน้าที่สตรีหมายเลข 1 เธอออกเดินทางไปทั่วโลกพบปะผู้นำประเทศ และจับจ่ายซื้อสินค้าอย่างฟุ่มเฟือย เธอเข้ามามีบทบาทในการบงการทางการเมืองทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง
มาร์กอสก็ไม่ต่างกับผู้มีอำนาจบางคน เขาอาศัยประชาธิปไตยเป็นฉากบังหน้ายุคของเขาถูกมองว่าเป็นยุคโคตรอภิมหาโกง ด้วยอิทธิพล ปืน-เงินทอง-อันธพาล (gun-gold-goon) ช่วงแห่งการเสวยอำนาจของเขาเต็มไปด้วยการกดขี่ข่มเหงฝ่ายตรงข้าม และประชาชน การทุจริตคอร์รัปชันระบาดไปทั่วทุกหย่อมหญ้า
ความฮึกเหิมของมาร์กอสมาจากการมีฐานเสียงสนับสนุนในสภาและในกองทัพอย่างล้นหลาม
ในระยะหลัง ชาวฟิลิปปินส์เริ่มตั้งคำถามต่อรัฐบาลมาร์กอส แต่ชนวนของการลุกฮือก็ยังไม่เกิดขึ้น เพราะพวกเขามัวแต่ตั้งคำถามว่าไม่เอามาร์กอสแล้วจะเอาใคร จนกระทั่งเบนินโย่ อาคิโน่ นักโทษการเมืองที่ลี้ภัยออกจากฟิลิปปินส์เดินทางกลับมาบ้านเกิด ทันทีที่ลงจากเครื่องบินและเท้าสัมผัสแผ่นดินเกิด อาคิโน่ ก็ถูกลอบสังหาร
ความตายของอาคิโน่นี่เองที่เป็นชนวนให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมาขับไล่ระบอบมาร์กอส จนในที่สุดเขายอมปิดฉากอำนาจของตนลง แม้จะจัดให้มีการเลือกตั้ง มาร์กอสก็พ่ายแพ้อย่างหมดรูป เขา และ อีเมลด้า ถูกชาวฟิลิปปินส์ขับไล่ออกจากประเทศ ยุคสมัยแห่งอำนาจของ เฟอร์ดินานด์ และ อีเมลด้า สิ้นสุดลงตั้งแต่บัดนั้น
ไม่น่าเชื่อว่า เมื่อย้อนกลับไปมองมาร์กอสและซูฮาร์โตแล้วหันกลับมามองบ้านเรา ก็เริ่มเห็นเค้าลางแล้วใช่ไหมว่า รัฐบาลทักษิณจะมีจุดจบอย่างไร