เปิดตัวเลข"ภาษี"ชัดๆ
คนชินวัตร-ดามาพงศ์
ต้องจ่าย 1.6 หมื่นล้าน
แยกรายตัว-ไม่มีอิจฉา
กรณีการขายหุ้น SHIN ของตระกูล ชินวัตร-ดามาพงศ์ ซึ่งกำลังตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เป็นอันมาก ในเรื่องการหลบเลี่ยงภาษี และมีหลายฝ่ายออกมาวิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
แต่มุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ กรณีหากต้องเสียภาษีแล้ว มูลค่ารวมทั้งหมดจะเป็นเท่าไร ซึ่งเป็นคำถามที่หลายคนสงสัยและอยากรู้คำตอบมานาน
เพราะครอบครัวชินวัตรของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ขายหุ้น SHIN รวมทั้งสิ้น 1,487,140,120 หุ้น หรือคิดเป็น 49.595% ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 73,271.20 ล้านบาท
โดยเมื่อแยกเป็นหุ้นรายบุคคลแล้วจะพบว่า
1.น.ส.พิณทองทา ชินวัตร ขายหุ้น 604,000,000 หุ้น คิดเป็น 20.15% มูลค่า 29,776.55 ล้านบาท
2.นายพานทองแท้ ชินวัตร ขายหุ้น 458,550,220 หุ้น คิดเป็น 15.29% มูลค่า 22,583.59 ล้านบาท
3.นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ขายหุ้น 404,430,300 หุ้น คิดเป็น 13.48% มูลค่า 19,918.19 ล้านบาท
4.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขายหุ้น 20,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.67% มูลค่า 985 ล้านบาท
5.นางบุษบา ดามาพงศ์ ขายหุ้น 158,600 หุ้น คิดเป็น 0.005% มูลค่า 7.86 ล้านบาท
ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ และได้รับสิทธิยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี
แต่ปมปัญหามันอยู่ที่การได้หุ้นมาของบุคคลเหล่านี้ที่มีเงื่อนงำสลับซับซ้อน ว่ามีการจงใจที่จะหลบเลี่ยงภาษี
เฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของนายบรรณพจน์ มีประเด็นที่ยังค้างคาอยู่ 2 เรื่องคือ การซื้อหุ้นต่อจากคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่ถือในนามน.ส.ดวงตา วงศ์ภักดี จำนวน 4,500,000 หุ้น มูลค่า 738 ล้านบาท เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2540 โดยทำการขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ กับอีกกรณีคือ เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2543 ที่คุณหญิงพจมานขายหุ้นให้โดยไม่ผ่านตลาดฯ จำนวน 26,825,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 10 บาท ซึ่งราคาในตลาดฯ ณ วันดังกล่าวสูงถึง 150 บาทต่อหุ้น ทำให้ได้รับส่วนต่างหรือเงินได้มากกว่า 3,755.5 ล้านบาท
สำหรับกรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น มีประเด็นที่ค้างอยู่คือ เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2543 ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขายหุ้นให้จำนวน 2,000,000 หุ้น โดยไม่ผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ในราคาหุ้นละ 10 บาท ขณะที่ราคาในตลาดฯ ณ วันดังกล่าวสูงมีมูลค่า 110 บาทต่อหุ้น ทำให้ได้รับส่วนต่างหรือได้เงินมากกว่า 180 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องที่พ.ต.ท.ทักษิณ เคยโอนหุ้นจำนวน 367,000,000 หุ้น ให้นายพานทองแท้ และต่อมานายพานทองแท้ก็ขายหุ้นจำนวนดังกล่าวนี้ให้กับน.ส.พิณทองทา อีกทอดหนึ่ง ในราคาพาร์ 1 บาทต่อหุ้น
เฉพาะในส่วนของน.ส.พิณทองทาและนายพานทองแท้นั้น มีประเด็นที่น่าสนใจคือ กรณีซื้อหุ้นต่อจาก แอมเพิล ริช ราคาหุ้นละ 1 บาท ในปริมาณคนละ 164,600,000 หุ้นเท่าๆ กัน กำลังเป็นที่ถกเถียงกันมากว่า เกิดอะไรขึ้น และทำไม แอมเพิล ริช ถึงยอมขายในราคาแค่บาทเดียวเท่านั้น
ข้อมูลเหล่านี้เป็นที่ถกเถียงกันว่า ต้องเสียภาษีหรือไม่เสียภาษีกันแน่
เพราะหากยึดตามหลักคำวินิจฉัยทั่วไปของกรมสรรพากรที่เคยมีมาแต่เก่าก่อน
ก่อนที่จะมาเจอกรณีของครอบครัวคนในตระกูล ชินวัตร-ดามาพงศ์ ซึ่งทำให้เห็นชัดว่า มีการเลือกปฏิบัติ
เนื่องจากไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยว่า กรมสรรพากรจะเคยคืนเงินภาษีที่ตัวเองเรียกเก็บไปแล้วมาให้ โดยยอมรับว่า เป็นการวินิจฉัยผิด ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า กรมสรรพากรมีแต่จะขูดเลือดขูดเนื้อผู้คนในสังคมไทยในทุกวิถีทาง
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ 28/2538 เรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรม การเสียภาษีในกรณีได้รับแจกหุ้น หรือได้ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดตามข้อพิเศษ ซึ่งนายอรัญ ธรรมโน ปลัดกระทรวงการคลัง (ขณะนั้น) ในฐานะประธานคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ได้เคยวินิจฉัยไว้ เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 2538 ซึ่งสรุปความได้ว่า
กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำหุ้นไปแจกให้พนักงานลูกจ้าง กรรมการ ที่ปรึกษา หรือบุคคลผู้รับทำงานให้ในลักษณะทำนองเดียวกัน หรือนำหุ้นไปขายให้กับบุคคลดังกล่าวตามข้อตกลงพิเศษในราคาที่ต่ำกว่าตลาด กรณีย่อมถือได้ว่า บุคคลดังกล่าวได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว จึงต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษีที่ได้รับกรรมสิทธิ์ในหุ้น ไม่ว่าหุ้นดังกล่าวจะมีเงื่อนไขหรือไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการจำหน่ายจ่ายโอน และไม่ว่าหุ้นดังกล่าวจะเป็นหุ้นที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เมื่อมาดูถึงหนังสือ ลับ ที่ กค.0811/632 ลงวันที่ 30 พ.ย. 2543 ลงนามโดยนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล อธิบดีกรมสรรพากร (ในขณะนั้น-ปัจจุบันเป็นปลัดกระทรวงการคลัง) ที่ทำหนังสือตอบกลับไปยังประธานอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่สอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียภาษีเงินได้ในการซื้อขายหุ้นในกรณีต่างๆ ทั้งบริษัทที่จดทะเบียนและมิได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงที่ป.ป.ช.กำลังตรวจสอบคดีซุกหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย
เนื้อหาของหนังสือของกรมสรรพากรฉบับดังกล่าว สรุปอย่างยอมรับว่า ผลต่างระหว่างราคาหรือค่าอันพึงมีกับราคาซื้อ เข้าลักษณะเป็นประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ซื้อหุ้นต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ส่วนกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศ ได้รับเงินได้จากการขายหุ้นที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ต้องเสียภาษีโดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 15 ของเงินได้
ขณะที่กรณีบุคคลธรรมดาได้รับโอนหุ้นมาโดยเสน่หา ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งการคำนวณเงินได้พึงประเมินให้ถือตามราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับโอนหุ้น ตามมาตรา 9 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
อย่างไรก็ดี บุคคลธรรมดาที่ได้รับโอนหุ้นมาโดยเสน่หา ซึ่งถือเป็นเงินได้พึงประเมินนั้น หากเป็นเงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา เงินได้ที่ได้รับจากการรับมรดก หรือจากการให้โดยเสน่หา เนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้
แต่วันนี้...พอมาเจอกรณีของคนในตระกูล ชินวัตร-ดามาพงศ์ เข้า กรมสรรพากรกับเลือกที่จะยืนยัน เข้าข้าง ว่าไม่ต้องเสียภาษี อันถือเป็นการ เลือกปฏิบัติ อย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างคือ
ครั้งแรก : นายวิชัย จึงรักเกียรติ รองอธิบดีปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร (ในช่วงเวลานั้นคือนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล-ปัจจุบันเป็นปลัดกระทรวงการคลัง) ทำหนังสือที่ กค.0811/6312 ลงวันที่ 15 ก.ค. 2545 ระบุว่า การซื้อขายหุ้นดังกล่าว ถือไม่ได้ว่า ผู้ซื้อได้รับประโยชน์จากการโอนหุ้นซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน ซึ่งไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 (4) (ช) ตามประมวลรัษฎากร เนื่องจากยังมิได้ก่อให้เกิดรายได้แก่ผู้ซื้อแต่ประการใด จนกว่าผู้ซื้อจะได้ขายหุ้นดังกล่าวไปโดยได้รับผลประโยชน์ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินที่ลงทุน
ต่อมา เมื่อนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักบัญชีหุ้น ซื้อหุ้นบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ต่อจากบิดาในราคา 10 บาท จากราคาตลาด 21 บาท มีส่วนต่างประมาณ 55,000 บาท ปรากฏว่าถูกกรมสรรพากรคำนวณเป็นภาษีเงินได้ จึงมีการร้องเรียนว่า กรมสรรพากรเลือกปฏิบัติ ไม่ยอมเก็บภาษี "ส่วนต่าง" ราคาหุ้นชินกับคนในตระกูล ชินวัตร-ดามาพงศ์
ทำให้นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ต้องลุกขึ้นชี้แจงในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2549 ว่า เป็นความผิดพลาดและเข้าใจผิดกรมสรรพากรพร้อมที่จะคืนเงินภาษีที่เก็บไปจากนายเรืองไกรไป นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่กรมสรรพากรคืนเงินให้ผู้เสียภาษีโดยผู้เสียภาษีมิได้ขอคืน
ครั้งที่สอง : เป็นบันทึกคำให้การของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2548 ที่นายพิชเยนทร์ กองทอง นิติกร 8 กรมสรรพากรเขียนขึ้นระบุว่า สำหรับเงินได้พึงประเมินที่เป็นผลประโยชน์จากการซื้อหุ้น ยังคงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี เพราะเงินได้ในส่วนนี้ยังมิได้มีการก่อให้เกิดรายได้ต่อท่าน (นายเรืองไกร) ท่านจะเสียภาษีเงินได้ในส่วนนี้ก็ต่อเมื่อ ท่านได้ขายหุ้นดังกล่าวไปโดยได้รับผลประโยชน์ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินที่ลงทุน ทั้งนี้ ตามมาตรา 40 (4) (ช)
ครั้งที่สาม : นายสุเทพ พงษ์พิทักษ์ สรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3 ทำหนังสือที่ กค.0709.03 (ภค.) / 12123 ลงวันที่ 27 ก.ค. 2548 ถึงนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เรื่องแจ้งคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2546 โดยระบุว่า ในกรณีดังกล่าว ยังไม่อาจถือได้ว่าท่านมีเงินได้พึงประเมินเพราะเป็นเพียงขั้นลงทุน หาใช่ผลประโยชน์ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินลงทุน ตามมาตรา 40 (4) (ช) ท่าน (นายเรืองไกร) จึงยังคงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับตัวเลขผลประโยชน์จากการซื้อหุ้น จนกว่าท่านจะได้ขายหุ้นดังกล่าวไปโดยได้รับผลประโยชน์ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินลงทุน
เมื่อพิจารณาข้อคิดเห็นทั้ง 3 ครั้ง ปรากฏว่า กรมสรรพากรยืนยันว่า การที่บุคคลธรรมดาซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ยังไม่ต้องเสียภาษีที่เกิดขึ้นจาก "ส่วนต่าง" ราคาดังกล่าว จนกว่าบุคคลผู้นั้นจะขายหุ้นออกไปในราคาสูงกว่าราคาที่ซื้อมา จึงจะนำ "ส่วนต่าง" ดังกล่าวมาคำนวณภาษี
อันเสมือนหนึ่งเป็นการไป ลบล้าง กับคำวินิจฉัยเดิมในยุคสมัย อรัญ ธรรมโน ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันมากว่า มีความตงฉิน-ยุติธรรม...ขนาดไหน รวมไปถึงหนังสือ ลับ ที่ กค.0811/632 ลงวันที่ 30 พ.ย. 2543 ลงนามโดยนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล อธิบดีกรมสรรพากร (ในขณะนั้น-ปัจจุบันเป็นปลัดกระทรวงการคลัง)
ปัญหานี้ดูเหมือน ศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลังกำลังจะรอรับ เผือกร้อน ครั้งใหญ่ในชีวิตราชการของตัวเอง
ปมประเด็นปัญหาขณะนี้ ไม่ใช่มาถกเถียงกันว่า การขายหุ้น SHIN ให้กับกลุ่มเทมาเสก จากสิงค์โปร์ครั้งนี้ จะต้องเสียภาษีหรือไม่เสียภาษี
เพราะตามหลักปฏิบัติแล้ว ต้องเสียภาษี อย่างแน่นอน
แต่ปมปัญหาที่ต้อง เคลียร์ ให้ชัดเจนก่อนก็คือ ก่อนหน้านี้ในหลายครั้งที่มีการซื้อขายหุ้น SHIN ระหว่าง คุณหญิงพจมานที่ให้กับนายบรรณพจน์ (พี่ชายบุญธรรม) และพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ขายหุ้นให้กับน.ส.ยิ่งลักษณ์ (น้องสาว) รวมไปถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณโอนหุ้นให้กับนายพานทองแท้ และต่อมานายพานทองแท้ ได้ขายต่อให้กับน.ส.พิณทองทา
ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ต่างหากที่ต้องกลับมาพิจารณากันอย่างถ่องแท้ว่า ต้องเสีย ในวงเงินเท่าไรกันแน่
ล่าสุด นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เจ้าของตำนาน ลากไส้ภาษีหุ้นชิน ได้ออกมากล่าวยืนยันว่า การตีความของเงินได้ต้องหมายถึงว่า เงินที่บุคคลธรรมดาได้รับเท่าไร ก็ต้องมีการเสียภาษีไว้ก่อน แม้จะฝากธนาคารได้ดอกเบี้ยก็ต้องเสียภาษี หุ้นก็เป็นทรัพย์สิน ก็ต้องตีความว่าเป็นเงินได้ใช่หรือไม่ ไม่ใช่ตีความว่าหุ้นตัวนี้ราคาต่ำ และการได้รับหุ้นก็เท่ากับเป็นหลักทรัพย์ของเรา เมื่อวันที่จะขายหุ้น ถ้าขายนอกตลาด ก็จะเรียกว่า capital gain ตัว gain นี้เอง ถ้าขายในตลาด ก็ไม่ต้องเสียภาษี ทุกคนก็พยายามมองในมุมปลายทาง ต้องมาดูกันที่ต้นทางว่า คำวินิจฉัยของกรมสรรพากร ถ้าบริษัทให้หุ้นพนักงานในราคาต่ำหรือให้ฟรี ผลประโยชน์ที่ได้ตั้งแต่วันได้รับหุ้น ถือเป็นเงินได้ส่วนเกินแล้ว กรณีบริษัทใดจะให้หุ้นพนักงาน ก็ต้องเสียภาษี
นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า ถ้าหุ้นนี้ไม่ใช่หุ้นที่มีความสัมพันธ์กันส่วนตัว ทำไมแอมเพิล ริช ถึงยอมขายขาดทุน ผิดวิสัยอย่างมาก จะเห็นว่า ผู้นำประเทศมักจะพูดให้ไปตรวจภาษี เมื่อเงินได้ทุกอย่างต้องเสียภาษี เงินที่ไม่ได้รับยกเว้น ก็ต้องเสียภาษี เรื่องการซื้อหุ้นราคาถูกมาก ในขณะที่ราคาตลาดถึง 49.25 บาท ต้องเสียภาษีหรือไม่นั้น มันก็มีตัวอย่างให้เห็นว่า มีการเรียกเก็บเงินได้พึงประเมิน อย่างของตน ก็ซื้อมาและจ่ายภาษี พอต้องเปรียบกับผู้ใหญ่ในบ้านเมือง กรมสรรพากรก็หาทางคืนเงินให้ ตนก็ไม่เอาไปขึ้นเงิน เพราะอยากเป็นคนดีที่อยากเสียภาษี และเรื่องนี้ตนขอถามกลับกรมสรรพากรว่า ถ้าตนนำเข้าแล้วดีแคลร์ว่า สินค้าราคาแค่หนึ่งบาท ทำได้หรือไม่ ความจริงทั้งกรมสรรพากร และกรมศุลกากร ต้องมีหน้าที่เข้ามาตรวจสอบและประเมินราคาด้วย เช่นเดียวกับราคาหุ้นที่ซื้อในราคา 1 บาท เชื่อได้หรือไม่ เรื่องนี้ตนอยากให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาด
ดังนั้น หากเรามองด้วยใจที่เป็นธรรมกับผู้คนในสังคมไทยแล้ว ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใคร รวย หรือ ไม่รวย ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
แต่เงื่อนไขหลักสำคัญอยู่ที่การยึดถือความยุติธรรมในสังคม ให้เกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสนใจว่า จะมีใครเลือกปฏิบัติ หรือใช้อำนาจมากดขี่หรือไม่
ด้วยเหตุนี้ thaiinsider.com จึงได้แยกแยะรายละเอียดออกมาให้เห็นกันอย่างชัดแจ้งว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้ กรมสรรพากร ต้องทำหน้าที่ในการจัดเก็บภาษี อันเกิดจากการมีเงินได้ของคนในตระกูล ชินวัตร-ดามาพงศ์ ตั้งแต่ตอนเกิดเรื่องจนถึงขณะนี้ที่ดีลประวัติศาสตร์เพิ่งจบกันไป โดยจะแบ่งรายละเอียดการเสียภาษี (ซึ่งตามกฎหมายระบุชัดว่า ถ้าเกิน 4 ล้านบาท ต้องเสียภาษี 37%) ดังนี้
1.กรณีนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ รับเงินจากคุณหญิงพจมาน ชินวัตร เพื่อไปซื้อหุ้นจากน.ส.ดวงตา วงศ์ภักดี ที่ถือหุ้นแทน จำนวน 4,500,000 หุ้น ในราคา 738,000,000 บาท ซึ่งตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 39, มาตรา 40(8) ถือว่ามีเงินได้พึงประเมิน ต้องเสียภาษี 273,060,000 บาท พร้อมเบี้ยปรับ 1 เท่า เป็นเงิน 273,060,000 บาท รวมกับเงินเพิ่มที่ไม่เก็บเงินภาษี 273,060,000 บาท รวมเป็นเงินต้องชำระภาษีทั้งสิ้น 819,180,000 บาท
2.กรณีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร รับเช็คจำนวน 738 ล้านบาท จากน.ส.ดวงตา วงศ์ภักดี เพื่อไปเข้าบัญชี ซึ่งตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 39, มาตรา 40(4)(ช) ถือว่ามีเงินได้พึงประเมินจำนวน 693,000,000 บาท ต้องเสียภาษี 256,410,000 บาท พร้อมเบี้ยปรับ 1 เท่า เป็นเงิน 256,410,000 บาท รวมกับเงินเพิ่มที่ไม่เก็บเงินภาษี 256,410,000 บาท รวมเป็นเงินต้องชำระภาษีทั้งสิ้น 769,230,000 บาท
3.กรณีนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ซื้อหุ้นจากคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำนวน 26,825,000 หุ้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 39, มาตรา 40(8) ถือว่ามีเงินได้พึงประเมินจำนวน 3,755,500,000 บาท ต้องเสียภาษี 1,389,535,000 บาท พร้อมเบี้ยปรับ 1 เท่า เป็นเงิน 1,389,535,000 บาท รวมกับเงินเพิ่มที่ไม่เก็บเงินภาษี 1,389,535,000 บาท รวมเป็นเงินต้องชำระภาษีทั้งสิ้น 4,168,605,000 บาท
4.กรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซื้อหุ้นจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำนวน 2,000,000 หุ้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 39, มาตรา 40(8) ถือว่ามีเงินได้พึงประเมินจำนวน 280,000,000 บาท ต้องเสียภาษี 103,600,000 บาท พร้อมเบี้ยปรับ 1 เท่า เป็นเงิน 103,600,000 บาท รวมกับเงินเพิ่มที่ไม่เก็บเงินภาษี 103,600,000 บาท รวมเป็นเงินต้องชำระภาษีทั้งสิ้น 310,800,000 บาท
5.กรณีนายพานทองแท้ ชินวัตร รับโอนหุ้นจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในจำนวน 367,000,000 หุ้น และต่อมาทำการขายหุ้นต่อให้น.ส.พิณทองทา ชินวัตร ทำให้นายพานทองแท้มีรายได้พึงประเมินทันที 367,000,000 บาท ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 39, มาตรา 40(4)(ช) ทำให้ต้องเสียภาษี 135,790,000 บาท พร้อมเบี้ยปรับ 1 เท่า เป็นเงิน 135,790,000 บาท รวมกับเงินเพิ่มที่ไม่เก็บเงินภาษี 135,790,000 บาท รวมเป็นเงินต้องชำระภาษีทั้งสิ้น 407,370,000 บาท
6.กรณีน.ส.พิณทองทา ชินวัตร ซื้อหุ้นต่อจากนายพานทองแท้ ชินวัตร จำนวน 367,000,000 หุ้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 39, มาตรา 40(8) ถือว่ามีเงินได้พึงประเมินจำนวน 3,303,000,000 บาท ต้องเสียภาษี 1,222,110,000 บาท พร้อมเบี้ยปรับ 1 เท่า เป็นเงิน 1,222,110,000 บาท รวมกับเงินเพิ่มที่ไม่เก็บเงินภาษี 1,222,110,000 บาท รวมเป็นเงินต้องชำระภาษีทั้งสิ้น 3,666,330,000 บาท
7.กรณีน.ส.พิณทองทา ชินวัตร ซื้อหุ้นจากบริษัท แอมเพิล ริช อินเวสต์เมนท์ จำกัด จำนวน 164,600,000 หุ้นในราคา 1 บาท และนำมาขายในราคาตลาดฯที่ 49.25 บาทต่อหุ้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 39, มาตรา 40(8) ถือว่ามีเงินได้พึงประเมินจำนวน 7,900,800,000 บาท ต้องเสียภาษี 2,923,296,000 บาท
8.กรณีนายพานทองแท้ ชินวัตร ซื้อหุ้นจากบริษัท แอมเพิล ริช อินเวสต์เมนท์ จำกัด จำนวน 164,600,000 หุ้นในราคา 1 บาท และนำมาขายในราคาตลาดฯที่ 49.25 บาทต่อหุ้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 39, มาตรา 40(8) ถือว่ามีเงินได้พึงประเมินจำนวน 7,900,800,000 บาท ต้องเสียภาษี 2,923,296,000 บาท
เมื่อสรุปทั้งหมดแล้ว คนในตระกูลชินวัตร-ดามาพงศ์ ต้องเสียภาษีรวมทั้งหมดในกรณีที่เกิดกับการซื้อขายหุ้น SHIN ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 15,988,107,000 ล้านบาท (อ่านว่า หนึ่งหมื่นห้าพันเก้าร้อยแปดสิบแปดล้านหนึ่งแสนเจ็ดพันล้านบาทถ้วน) แยกเป็น
-คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ต้องชำระภาษีทั้งสิ้น 769,230,000 บาท
-นายพานทองแท้ ชินวัตร ต้องชำระภาษีทั้งสิ้น 3,330,666,000 บาท
-น.ส.พิณทองทา ชินวัตร ต้องชำระภาษีทั้งสิ้น 6,589,626,000 บาท
-นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ต้องชำระภาษีทั้งสิ้น 4,987,785,000 บาท
-น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องชำระภาษีทั้งสิ้น 310,800,000 บาท
ทั้งหมดนี้ ถือเป็นการเห็นตัวเลขที่ชัดเจนที่สุด ที่มีความพยายามจะไม่เสียภาษีหรือหลบเลี่ยงภาษี โดยให้เจ้าหน้าที่รัฐออกมาปกป้อง ในขณะที่ตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผู้นำประเทศ และผู้นำครอบครัว ชินวัตร จะออกมาพูดต่อสาธารณะเสมอว่า กระทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
แต่คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ 28/2538 ในยุคสมัย อรัญ ธรรมโน ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันมากว่า มีความตงฉิน-ยุติธรรม...ขนาดไหน รวมไปถึงหนังสือ ลับ ที่ กค.0811/632 ลงวันที่ 30 พ.ย. 2543 ลงนามโดยนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล อธิบดีกรมสรรพากร
เป็นเครื่องยืนยันได้ชัดเจนที่สุดว่า...ต้องเสียภาษีอย่างแน่นอน
และงานนี้พิสูจนได้ว่า...มีการ โกงแบบโคตรานุวัตร กันจริงๆ
อย่าลืมว่า...เงินจำนวน 7.33 หมื่นล้านบาทที่ได้จากการขายหุ้น SHIN ให้เทมาเสกของสิงค์โปร์ ที่พ.ต.ท.ทักษิณเที่ยวเยาะเย้ยใครต่อใครว่า อิจฉากันเหรอ เพราะเห็นว่าเงินมันมาก
แต่กลับไม่ยอมพูดถึงเงินภาษีที่ ต้องเสีย ตามจริงเลยว่า...1.59 หมื่นล้านบาท ที่เกือบจะถึง 1.6 หมื่นล้านบาทนั้น เป็นสิ่งที่คนไทยสมควรจะได้รับ...ต่างหาก
ไม่ใช่เพราะว่า คนไทยอิจฉาตาร้อนแต่อย่างใด
แต่เป็นเพราะทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน
การเสียภาษีนั้นเป็นสิ่งที่คนไทยที่มีรายได้พึงประเมิน ไม่ว่าจะกรณีไหนที่กฎหมายบัญญัติไว้ ต้องทำกันอย่างเสมอภาค...ด้วยการ ชำระภาษี
ไม่ใช่เพราะ นามสกุล หรือเป็นเพราะ มีอำนาจรัฐ อยู่ในมือ
มนุษย์เงินเดือนทำงานกันแทบตาย...ยังต้องเสียภาษีเพื่อให้นำเงินไปพัฒนาและใช้จ่ายภายในประเทศ
ดังนั้นกรณีนี้เป็นการเรียกร้องความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมไทยต่างหาก ไม่ใช่เรื่องของการอิจฉาตาร้อนว่าใครมีเงินมาก-เงินน้อย
เอาเงินภาษีของคนไทย...คืนกลับมาเถอะ
..........................................................