| อันตราย ระบอบทักษิณ |
| โดย สุรวิชช์ วีรวรรณ | 18 พฤษภาคม 2549 18:36 น. |
ต่างกันตรงที่กลุ่มนักศึกษา ซึ่งขณะนั้นนำโดยนายสุธรรม แสงประทุม และประชาชนที่ถูกฆ่าตายอย่างเหี้ยมโหดในครั้งนั้น ถูกฝ่ายที่กุมกลไกรัฐปลุกระดมประชาชน ลูกเสือชาวบ้านผ่านสถานีวิทยุยานเกราะว่า กลุ่มนักศึกษาเหล่านั้นมีเป้าหมายที่จะทำลายสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และมีการกระทำที่หมิ่นพระบรมวงศานุวงค์ แต่ฝ่ายที่ออกมาสนับสนุนพล.ต.อ.วาสนา กกต.และคัดค้านของมติของ 3 ศาล คือฝ่ายที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งกุมกลไกรัฐ
คำบอกเล่าของกฤษฎางค์ นุตจรัส ที่ให้การต่อคณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยาน เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 บอกว่า ตอนนั้น น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ซึ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอด ต้องหนีตายกระเซอะกระเซิงออกมา
เวลาผ่านมาจะครบ 30 ปี ในเดือนตุลาคมปีนี้
เหตุการณ์ปัจจุบันคนไทยกำลังถูกทำให้แบ่งเป็น 2 ฝ่าย ไม่ต่างจาก 30 ปีที่แล้ว เพียงแต่ว่าคน 2 ฝ่ายยังไม่ได้ฆ่ากัน
กลุ่มคนที่ออกมาขับไล่ กกต.เห็นว่า กกต.หมดความชอบธรรมที่จะทำหน้าที่ต่อไป สอดคล้องกับที่ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครองชี้ให้เห็นว่า ดำเนินการเลือกตั้งผิดพลาด ผิดกฎหมาย และมติของประมุข 3 ศาลอออกมาเรียกร้องให้ กกต.ลาออก
มติของ 3 ศาลมาจากกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมอบหมายให้ประมุขทั้ง 3 ศาลไปหารือร่วมกันถึงการเลือกตั้งที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพื่อช่วยกันกอบกู้ภาวะวิกฤตก่อนบ้านเมืองจะล่มจม
ความในพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 25 เมษายนต่อคณะของประธานศาลฎีกาและคณะของประธานศาลปกครองนั้น ได้ยินแจ่มชัดไปทั่วผืนแผ่นดินไทย
จากนั้นนำมาสู่การประชุมร่วมกันของทั้ง 3 ศาล ก็ได้มีมติออกมาว่า การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นดำเนินไปโดยไม่สุจริต ยุติธรรม และขัดกับหลักการในระบอบประชาธิปไตย ทั้ง 3 ศาลมีมติเรียกร้องให้ กกต.เสียสละด้วยการลาออก เพื่อเปิดทางให้ศาลเข้าไปแก้วิกฤตชาติ
แต่ในทางความจริงกลายเป็นว่า มี กกต.เพียงคนเดียวที่ลาออกไป ส่วน กกต.อีก 3 ท่าน ต่างยืนยันถึงความชอบธรรมที่อยู่ในอำนาจต่อไป และแสดงอาการคำพูดท้าทายว่า ตัวเองเป็นองค์กรอิสระที่ได้รับการเลือกตั้งมาอย่างถูกต้อง มีความอิสระในการตัดสินใจไม่ได้อยู่ภายใต้อาณัติของทั้ง 3 ศาล ได้มีสมาชิกพรรคไทยรักไทยหลายคนได้ออกมาทั้งคำถามต่อความชอบธรรมของทั้ง 3 ศาล และมีท่าทีสนับสนุนให้ กกต.อยู่ในตำแหน่งต่อไป
นอกจากนั้นยังมีการจัดคนกลุ่มหนึ่งออกมาชุมนุมสนับสนุนให้ กกต.อยู่ในตำแหน่ง โดยไม่สนใจมติของทั้ง 3 ศาล ไม่สนใจว่า มติของทั้ง 3 ศาลนั้นจะมีที่มาที่ไปอย่างไร ทั้งยังมีการกล่าววาจาที่จาบจ้วงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
ที่สำคัญกลุ่มคนที่ออกมาสนับสนุน กกต.คือ กลุ่มคนที่สนับสนุนพรรคไทยรักไทย และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร วิทยุหลายรายการในสถานีของรัฐเปิดสายให้ประชาชนออกมาสนับสนุนให้ กกต.อยู่ในตำแหน่งต่อ และด่าทอกลุ่มคนที่ออกมาขับไล่ กกต.และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
อย่างที่กล่าวไว้ ความแตกต่างของ 6 ตุลา กับเหตุการณ์ในปัจจุบันก็คือ ในช่วง 6 ตุลากลุ่มคนที่กล่าวหาว่านักศึกษาบ่อนทำลายสถาบันหลักของชาติ มีกลไกรัฐหนุนหลัง และอ้างตัวว่าเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ปัจจุบันกลไกรัฐ และอำนาจรัฐที่ควบคุมกลไกระบบราชการ ทหาร ตำรวจกลับอยู่ในฝ่ายที่สนับสนุน กกต.และระบอบทักษิณ ตรงข้ามกับฝ่ายนักศึกษา ประชาชนที่ออกมาสนับสนุนมติของทั้ง 3 ศาล ตามแนวพระราชดำรัส
นัยสำคัญของความแตกต่างก็คือ ในเหตุการณ์ 6 ตุลา สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกนำไปอิงกับฝ่ายกุมอำนาจและฝ่ายที่กุมกลไก แต่ปัจจุบันฝ่ายตุลาการที่อิงอยู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์กำลังถูกท้าทายโดยฝ่ายที่กุมอำนาจและกลไกรัฐ
การที่สนธิ ลิ้มทองกุล ถูกแจ้งความจับในคดีหมิ่นพระบรมราชานุภาพ เราจะเห็นว่า รัฐได้ใช้กลไกในการดำเนินคดีกับสนธิ โดยการใช้กลไกรัฐเข้าเล่นงานด้วยการใช้ตำรวจ ผู้ว่าราชการจังหวัด เข้าฟ้องร้องดำเนินคดีในหลายจังหวัด แต่เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณ และพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ กระทำการที่ปรากฏชัดในหลายครั้งว่า อาจเข้าข่ายกระทำการที่หมิ่นพระบรมราชานุภาพเช่นเดียวกัน กลไกของรัฐกลับไม่ได้ใช้มาตรฐานเดียวกันนี้ในการดำเนินคดีกับพ.ต.ท.ทักษิณแลพล.ต.อ.วาสนาเลย
สิ่งที่ปรากฏนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่า การขับไล่ของกลไกรัฐในการฟ้องร้องดำเนินคดีสนธิในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น มีผู้มีอำนาจหนุนหลังอยู่ เกิดขึ้นเพราะต้องการรับใช้พ.ต.ท.ทักษิณ มิได้เกิดด้วยความจงรักภักดี เพราะไม่เช่นนั้นกลไกรัฐเหล่านั้นก็ต้องแจ้งความดำเนินคดีต่อพ.ต.ท.ทักษิณ และพล.ต.อ.วาสนาเช่นเดียวกัน
เพราะข้าราชการเหล่านั้นต้องเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่ข้าราชการที่รับใช้ระบอบทักษิณ
นั่นก็เท่ากับว่า กลไกรัฐยึดมั่นอยู่กับระบอบทักษิณมากกว่าความจงรักภักดี ซึ่งน่าจะเป็นคำตอบต่อไปด้วยว่า ทำไมคนกลุ่มหนึ่งจึงไม่สนใจต่อท่าทีของทั้ง 3 ศาลที่ดำเนินไปภายใต้แนวกระแสพระราชดำรัส และ กกต.ที่ถูกกล่าวหาว่า เอื้อประโยชน์ให้กับพรรคไทยรักไทยซึ่งกุมอำนาจรัฐก็ไม่ได้หวั่นไหวต่อเสียงเรียกร้องของประมุขทั้ง 3 ศาลเช่นเดียวกัน
นักวิชาการ คอลัมนิสต์อาวุโสหลายคนเตือนให้ระวังถึงภัยอันตรายที่กำลังคืบคลานมาสู่สถาบันหลักของชาติ และการพูดถึงปฏิญญาฟินแลนด์ที่มีเนื้อหาสำคัญข้อหนึ่ง คือการทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์อ่อนแอและกลายเป็นแค่สัญลักษณ์
6 ตุลา 2519 ชนชั้นปกครอง ฝ่ายขวา ที่ประกอบด้วยข้าราชการ ผู้ดี และเจ้าได้ใช้ ชาติ - ศาสนา - พระมหากษัตริย์ เป็นเงื่อนไขในการทำให้คนไทยที่ถูกเรียกว่า ฝ่ายซ้าย ซึ่งประกอบด้วยนักศึกษาประชาชนจำนวนหนึ่งถูกเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ทารุณ
ปัจจุบัน 2540 ไม่มี ฝ่ายขวา และ ฝ่ายซ้าย สังคมไทยกำลังแบ่งเป็นฝ่าย เอาทักษิณ กับ ไม่เอาทักษิณ
ภาพที่ปรากฏ ฝ่ายที่ เอาทักษิณ คือ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ และกลุ่มประชาชนที่สนับสนุนพรรคไทยรักไทยออกมาสนับสนุน กกต.ให้อยู่ในตำแหน่งต่อ ขณะที่กลุ่มประชาชน ราชนิกูล ที่ ไม่เอาทักษิณ ออกมาสนับสนุนฝ่ายตุลาการที่ได้รับมอบหมายจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ไปปรึกษากันก่อนที่บ้านเมืองจะล่มจม จนมีมติร่วมกันให้ กกต.ลาออก
ใช่หรือไม่ว่า สังคมไทยไม่เคยแตกแยกเช่นนี้มาก่อน และสถาบันหลักของชาติกำลังถูกท้าทายด้วย ระบอบทักษิณ