^_^ T_T : D เวงกำ แย้ว...ภาษา "วัยใส" ในโลกไซเบอร์
| โดย ผู้จัดการออนไลน์ | 1 พฤศจิกายน 2549 09:37 น. |
สำหรับบางคนที่ไม่คุ้นเคยกับการสื่อสารทางโลกไซเบอร์ หากให้เข้าไปสนทนากับนักแชทในอินเทอร์เน็ต คงจะออกอาการมึนงงกับภาษาที่สื่อสารกันบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะภาษาที่ใช้กันอยู่ในหมู่นักแชตวัยใส ซึ่งนอกจากสำนวนสวิงสวายแล้วยังเต็มไปด้วยสัญลักษณ์รูปแบบต่างๆ ที่ยากแก่การเข้าใจอีกด้วย
ดร.จิตร์ทัศน์ ฝักเจริญผล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) ได้พูดถึงวัฒนธรรมการใช้ภาษาของกลุ่มวัยรุ่นในการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต จากการสัมมนาเรื่อง วัฒนธรรมการใช้ภาษาของคนวัยใสในโลกไซเบอร์ เมื่อเร็วๆ นี้ โดยได้ยกตัวอย่างภาษาของวัยใสในโลกไซเบอร์ที่ปรากฏให้เห็นอยู่บนเว็บบอร์ดต่างๆ ซึ่งมีทั้งการใช้อักษรหัวแตกมาแทนตัวอักษรเดิม เช่น ฃอ ฅน การใช้คำเสียงสั้นให้เป็นเสียงยาว เช่น มากกกกกก... หรือเปลี่ยนสระ เช่น เวงกำ แย้ว รวมไปถึงการสร้างภาษาพิลึก เช่น ^_^ T_T : D นอกจากนี้วัยใสยังประดิษฐ์คำใหม่ขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงระบบการกรองคำผิดในเว็บไซด์ เช่น กรู(กู) เมิง(มึง) เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ดร.จิตร์ทัศน์ กล่าวว่า ธรรมชาติของภาษานั้นมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งภาษาไทยในอดีตก็ไม่ได้มีรูปแบบเช่นเดียวกับภาษาไทยในปัจจุบัน แต่เมื่อเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ตภาษาเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
"ภาษามีความสัมพันธ์กับมนุษย์ทั้งไปและกลับ คือ ภาษาเป็นกรอบให้มนุษย์ใช้สำหรับถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดให้ผู้อื่นได้รับรู้ รวมถึงมนุษย์ใช้ภาษาสำหรับสื่อสารกับตัวเอง ซึ่งมนุษย์สามารถใช้ภาษาสื่อสารได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับจำนวนคำที่มนุษย์แต่ละคนมี ในทางกลับกัน มนุษย์เป็นผู้ให้กำเนิดภาษา และภาษาถือเป็นผลผลิตของมนุษย์ เราสามารถแก้ไขดัดแปลงคุณสมบัติภาษาให้เป็นไปตามต้องการได้ แต่ภาษาไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองได้ ที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงทางภาษาจะต้องได้รับการยอมรับจากคนกลุ่มหนึ่งจึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้
สำหรับกลุ่มวัยใส ดร.จิตร์ทัศน์ เห็นว่า การสื่อความคิดของวัยใสอาจจะไม่ได้ตรงตามภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร จึงมีการประดิษฐ์คำใหม่ๆ ขึ้นเพื่อใช้สื่อความในกลุ่มเดียวกัน โดยมีการนำเอาภาษาพูดใส่ปะปนลงไปในภาษาเขียน หรือคิดรูปแบบที่เป็นสัญลักษณ์เพิ่มเติมเข้าไป
รูปแบบการใช้ภาษาในโลกไซเบอร์ของวัยใสนั้น คาดว่าการเปลี่ยนแปลงของภาษาที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง และรวดเร็วนั้น เกิดจากเกมออนไลน์ที่ผู้เล่นเกมสามารถมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันพูดคุยกันได้ ทำให้ต้องพิมพ์เร็ว เพื่อสื่อสารผ่านทางอินเทอร์เน็ต แต่ด้วยข้อจำกัดทางเทคโนโลยีจึงทำให้มนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลงการใช้ภาษาตามไปด้วย
แต่ความเปลี่ยนแปลงทางภาษาในอินเทอร์เน็ตชุดแรก ดร.จิตร์ทัศน์ คาดการณ์ว่า เกิดจากจดหมายอิเล็คทรอนิคส์หรืออีเมล์ ซึ่งสามารถใส่อะไรลงไปได้มากกว่าการพิมพ์ข้อความ ขณะที่คนที่ใช้บริการอีเมล์ต้องการสื่อสารความรู้สึกมากกว่าคำพูดทางตัวอักษร จึงการคิดรูปแบบสัญลักษณ์แทนอารมณ์ขึ้นมา
ส่วนในภาษาแชต เป็นภาษาพิมพ์เป็นหลัก แต่เลียนแบบการพูด จึงเกิดรูปแบบคำแปลกๆ ใหม่ๆ ขึ้น เพื่อสื่อสารถึงอารมณ์ ความรู้สึก ซึ่งภาษาการแชตจะอยู่กึ่งกลางระหว่างภาษาทางการกับภาษาพูด และต้องผ่านการพิมพ์ แต่การสนทนาออนไลน์ไม่มีเวลากรองคำมากนัก เพราะเป็นการสื่อสารแบบทันท่วงที ต้องการสื่อสารออกไปให้ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทันต่อความคิดในขณะนั้น จึงเกิดเป็นรูปแบบภาษาใหม่ขึ้น
ดร.จิตร์ทัศน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้คำที่ยาวเกินไป เมื่อมาใช้ในการสนทนาในเว็บบอร์ดก็จะถูกย่อให้สั้นลง เช่น จขกท. ย่อมาจาก เจ้าของกระทู้ ซึ่งจะพบว่ารูปแบบภาษาออนไลน์จะมีลักษณะเป็น โรคระบาด เมื่อมีคนเริ่มใช้จะเกิดการติดต่อไปเรื่อยๆ และกลายเป็นความนิยมแพร่หลาย
โรคระบาดจะแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ในพื้นที่ที่มีคนอยู่จำนวนมาก ซึ่งในอินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่ที่มีคนเข้าไปใช้จำนวนมาก จึงทำให้เกิดการระบาดของภาษาที่ใช้กันอยู่ในไซเบอร์อย่างรวดเร็ว ซึ่งนอกจากภาษาในไซเบอร์จะใช้เพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารแล้ว ยังใช้เพื่อแสดงตัวตน หรือแสดงความเป็นพวกพ้องตนเองด้วย และภาษาในเน็ตจะมีข้อความที่มองไม่เห็น สื่อสารไปกับรูปแบบคำเหล่านั้นติดไปด้วย ถือเป็นการสื่อสารที่ไม่ปรากฏในรูปของภาษา โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยใสนั้นใช้ภาษาเพื่อแสดงความเป็นพวกเดียวกัน
ดร.จิตร์ทัศน์ บอกด้วยว่า ภาษาที่วัยใสใช้ในไซเบอร์ หากไม่นำไปใช้สื่อสารสนทนาในพื้นที่ที่อื่น ก็ไม่ถือว่าเป็นปัญหา เพราะเป็นรูปแบบภาษาที่ใช้เฉพาะที่ และเฉพาะกลุ่ม ซึ่งเท่าที่ผ่านมาวัยใสก็จะไม่นำภาษาไซเบอร์ไปใช้กับคนต่างรุ่น ต่างกลุ่ม หรือไปใช้เป็นภาษาเขียนอย่างเป็นทางการ รวมถึงในอินเทอร์เน็ตกลุ่มเด็กวัยรุ่นก็มีการรณรงค์เรื่องนี้ผ่านทางเว็บไซต์ หรือเว็บบอร์ดอยู่ด้วยเช่นกัน
เมื่อเด็กไม่ได้นำเอาภาษาในโลกอินเทอร์เน็ตออกมาใช้สื่อสารอย่างเป็นทางการ ไม่ได้ใช้ในการเขียนหนังสือ ทำการบ้าน ก็จะไม่เกิดปัญหา แต่หากเด็กใช้ภาษาเหล่านี้แทนภาษาทางการจะถือว่าเป็นปัญหา
สิ่งสำคัญที่ ดร.จิตร์ทัศน์ ฝากถึงพ่อแม่ผู้ปกครองคือ ให้พยายามใส่ใจกับสิ่งที่เด็กสนใจ สิ่งที่เด็กพูดคุยกันในกลุ่มเพื่อน รวมถึงเรียนรู้ภาษาเหล่านี้บ้าง เพื่อจะได้เข้าใจว่าวัยรุ่นกำลังสื่อสารเรื่องอะไรกันอยู่ ซึ่งในต่างประเทศมีความตระหนักถึงเรื่องนี้กันค่อนข้างมาก แต่ไม่ใช่ความตระหนักเรื่องความผิดเพี้ยนของภาษา แต่เป็นความตระหนักถึงสิ่งที่เด็กให้ความสนใจ จึงมีเว็บไซต์ที่อธิบายถึงถ้อยคำ หรือสัญลักษณ์ที่เด็กๆ ใช้ในโลกอินเทอร์เน็ต เพื่อให้พ่อแม่ได้เข้าใจสิ่งที่วัยรุ่นสื่อสารถึงกัน อันจะทำให้ไม่เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา
===========================================================
ส่วนตัวผมเองนั้น ผมต่อต้านภาษาวิบัติ ผมขอประกาศว่าบล็อกนี้ ขอร่วมต้านการใช้ภาษาวิบัติ เนื่องจากเป็นวิวัฒนาการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อภาษาไทย
