ว่าด้วยเรื่อง กฎทรงผม
ก่อนอื่นอยากจะเรียกร้องให้ผู้ที่ได้อ่านบทความนี้ อ่านให้จบ แล้วแสดงความคิดเห็นด้วยครับ ด้วยว่า การพัฒนา จะเป็นไปในทางใดทางหนึ่งอย่างชัดเจน จะดีจะเลวก็ให้มันรู้กันไป แล้วขอให้คุยกันด้วยเหตุผลนะครับ ไม่เอาแบบสมองเกรียนนะครับ แนวๆว่า “ไม่พอใจก็ไม่ต้องเรียนสิ”
จากที่เห็นได้ในปัจจุบัน นักเรียน, นักศึกษาวิชาทหาร ถูกบังคับให้ตัดผมสั้นโดยไร้เหตุผลที่สมควร ซึ่งข้าพเจ้าต้องการที่จะร้องเรียน แจ้งให้ทราบ เพื่อที่จะมีการแก้ไข ปรับปรุง ตามสมควร ในบทความต่อไปนี้ ข้าพเจ้าขอใช้สิทธิตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ฉบับ ปีพ.ศ.๒๕๕๐ หมวดที่๓ส่วนที่๗มาตราที่๔๕ ในการแสดงความคิดเห็น
ประวัติการตัดผมทรงนักเรียนนั้นได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่๒ ถูกนำมาใช้กับทหารสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ.1950 และเริ่มกลายเป็นแฟชั่นของพลเรือนจนซาไปในปี ค.ศ. 1960 ซึ่งประเทศไทยได้รับทรงผมทรงนักเรียน อีกทั้งเครื่องแบบต่างๆ มาจากประเทศญี่ปุ่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่๒ เช่นกัน และในช่วงสงครามนั้น เกิดเหาระบาดมาก ประชาชนในสมัยนั้นจึงนิยมตัดผมสั้นเกรียน
เหตุผลต่อไปนี้คือเหตุผลที่ไม่ควรมีกฎทรงผมอีกต่อไป
1. เป็นการขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หมวด๓ ส่วนที่๓ มาตราที่๒๘ กล่าวว่า
”บุคคลย่อมสามารถอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือใช้สิทธิเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีงามของประชาชน
.
.
.
บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการส่งเสริม สนับสนุน และช่วยเหลือจากรัฐ ในการใช้สิทธิตามความในหมวดนี้”
ตามบทบัญญัติดังกล่าว การเลือกทรงผม ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้อื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ และไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนเช่นกัน ดังนั้น การกระทำนี้จึงถือว่าสามารถทำได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว อีกทั้ง รัฐต้องให้ความคุ้มครอง สนับสนุน ช่วยเหลือ ต่อบุคคลนั้นๆด้วย
และตามบทบัญญัติ หมวด๓ ส่วนที่๑ มาตรา๒๙ ว่าด้วยการจำกัดสิทธิเสรีภาพความว่า
”การจำกัดสิทธิเสรีภาพ ของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งต้องไม่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้น
การใช้กฎหมายตามวรรค๑ให้ตราได้ เท่าที่จำเป็น และต้องมีผลบังคับใช้เป็นการทั่วไป ไม่เฉพาะเจาะจงหรือมุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และในกรณีที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ตรากฎหมายจำกัดสิทธิและเสรีภาพเฉพาะเพื่อการใด ให้ตรากฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพได้เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้
บทบัญญัติในวรรคหนึ่งและวรรคสองให้นำมาใช้บังคับกับกฎที่ออกโดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วยโดยอนุโลม”
2. ไร้ซึ่งความจำเป็นในการให้นักเรียน นักศึกษา นักศึกษาวิชาทหาร ตัดผมสั้น
แต่เดิมแล้ว กฎทรงผมนี้เป็นกฎของทหาร เพื่อใช้ปลูกฝังการเชื่อฟังคำสั่ง และปลูกฝังอำนาจนิยมให้กับบุคคลที่รับราชการทหาร เพื่อความสะดวกให้การบังคับบัญชาของผู้บังคับบัญชา และเพื่อความสะดวกในการดูแลรักษา เนื่องจากทหารเป็นอาชีพที่เร่งรีบ จึงไม่มีเวลาดูแลทรงผม ในปัจจุบัน ระบบการศึกษาได้รับกฎทรงผมนี้เข้ามาใช้กับนักเรียนมานานแล้ว ซึ่งขาดซึ่งความจำเป็น กล่าวคือ ประเทศไทยมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งการปลูกฝังอำนาจนิยมลงไปในตัวเด็กนั้น จะทำให้เด็กนั้นมีทัศนะคติที่เป็นคอมมิวนิสต์ หรือ อัตตาธิปไตย ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อชาติบ้านเมืองมาก หากบุคคลเหล่านั้นดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจสูง ก็จะเป็นการยากที่จะควบคุม และบุคคลดังกล่าว ไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนในชีวิตประจำวัน จึงสามารถดูแลทรงผมได้ ดังนั้นการให้นักเรียน นักศึกษา นักศึกษาวิชาทหาร ตัดผมสั้นนั้น จึงไร้ความจำเป็นอย่างยิ่ง
3. การใช้กฎทรงผมบังคับนักเรียน นักศึกษา นักศึกษาวิชาทหาร นั้น มิได้สร้างวินัยให้เยาวชนอย่างแท้จริง หากแต่เป็นการสร้างภาพลักษณ์เสมือนมีวินัยเท่านั้น
เนื่องจากระเบียบวินัยที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการบังคับให้ทำ แต่หากเป็นการกระทำออกมาด้วยจิตสำนึก สังเกตได้จากการที่นักเรียนพอออกนอกโรงเรียน ก็จะปล่อยชายเสื้อ หรืออย่างดีหน่อยก็ถึงบ้านแล้ว ถ้าไม่ได้เปลี่ยนชุด ก็จะปล่อยชายเสื้อ นั่นหมายถึงว่า กฎที่บัญญัติไว้ในโรงเรียนว่า ให้นักเรียนใส่ชายเสื้อไว้ในกางเกง/กระโปรง(สำหรับนักเรียนหญิง ม.ปลาย) ไม่ได้อยู่ในจิตสำนึกของนักเรียน ดังนั้น เหตุผลที่อ้างว่า ให้ตัดผมเพื่อเป็นการสร้างระเบียบวินัยจึงไม่สามารถใช้ได้ ในมุมมองของนักศึกษาวิชาทหารนั้น การที่ระเบียบวินัยหย่อนคล้อย เวลาที่ครูฝึกผ่อนปรนกฎระเบียบต่างๆ นักศึกษาก็จะเล่นกัน หรือตอนออกนอกศูนย์ฝึกไปแล้ว นักศึกษาเองก็ไม่ได้ทำตัวเป็นระเบียบเหมือนตอนอยู่ในการบังคับอีกต่อไป สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ค่อนข้างอันตราย เพราะว่าถ้าเยาวชนถูกปลูกฝังมาให้ทำตามกฎระเบียบอย่างเดียว เยาชนจะไม่รู้จักคิดได้เองเลยว่า สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด หากแต่ทำไปตามที่ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าสั่งเท่านั้น
4. ทำให้เยาวชนคิดไม่เป็น
เยาวชนส่วนใหญ่จะไม่ชอบการตัดผมสั้น แต่ก็จะมีบางส่วนที่จำใจทำ “ทำตามไปเถอะ อย่าไปคิดอะไรเลย มันเป็นกฎ” นั่นหมายถึง เขาจะคิดไม่เป็นว่า สิ่งที่เขาทำอยู่ผิดหรือถูก ได้แต่รับคำสั่งไปวันๆเท่านั้น เพราะด้วยตัวกฎทรงผมนี้เอง ก็มีข้อเสียหลายประการ มากซะยิ่งกว่าข้อดีเสียอีก
5. ส่งเสริมให้เยาวชน ไม่รักษาสิทธิ
เนื่องจากการเลือกทรงผมเป็นสิทธิอันชอบธรรมของบุคคลนั้นๆ แต่สถานศึกษากลับเพิกเฉยต่อสิ่งนั้นและตั้งกฎระเบียบอันเข้มงวด ทำให้นักเรียนไม่สามารถรักษาสิทธิของตัวเองได้ นับวันนานไป ก็จะมีแต่คนหมดหวัง หมดอาลัยตายอยาก “อย่าไปสู้เลย อย่าไปเถียงอาจารย์เลย อย่าแสดงความคิดเห็นเลย” ทั้งๆที่เป็นสิทธิของบุคคลนั้นๆ ซึ่งจะเป็นปัญหาในอนาคต เช่นการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง “เลือกไม่เลือกก็เหมือนกันแหละ” หรือในทีสุดก็จะมีบุคคลประเภทขัดขวางการเรียกร้องสิทธิของผู้อื่น เป็นต้น
6. สัญญาที่บางโรงเรียนทำกับผู้ปกครองและนักเรียน เป็นสัญญาอันไม่เป็นธรรม
บางโรงเรียนอาจจะมีใบสัญญาว่า จะทำตามกฎระเบียบของโรงเรียนทุกประการ แล้วให้ผู้ปกครอง และ/หรือ นักเรียน เซ็นชื่อลงไป ซึ่งเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เพราะ ถ้าไม่เซ็นสัญญานั้น ก็จะไม่มีสิทธิ์เข้าเรียนในโรงเรียนนั้นๆ ถึงแม้ว่าโรงเรียนนั้นจะอยู่ในเขตการบริการของโรงเรียนนั้นๆ ซึ่งแม้ว่านักเรียนจะไม่เซ็นสัญญาก็สมควรมีสิทธิในการเข้าเรียนในสถานศึกษานั้นๆ ตามอำนาจบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ หมวดที่๓ ส่วนที่๘ มาตราที่๔๘-๔๙ ว่าด้วย สิทธิเสรีภาพในการศึกษา และประมวลกฎหมายแพ่งและอาญา ว่าด้วย ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และถ้าท่านเห็นว่า ไม่เป็นธรรมจะเรียนทำไม ลองนึกถึงพ่อแม่ที่ยากจน แต่ไปกู้เงินนอกระบบมาให้ลูกเรียนหนังสือ รู้ว่าไม่เป็นธรรม ดอกเบี้ยสูง ก็ต้องยอม.....
7. เป็นการปลูกฝังให้เยาวชนละทิ้งเหตุผล
เยาวชนหลายๆคนจะมีคำถามอยู่ในใจ “ทำไมต้องเกรียน?” “ทำไมต้องผมติ่ง” “ผมสั้นแล้วดีตรงไหน” “ผมยาวแล้วไม่เรียบร้อยตรงไหน” “จะซอยผมผิดด้วยหรือ? เพราะอะไร?” ถ้าไปถามอาจารย์ฝ่ายปกครอง ท่านก็คงพูดได้แต่ว่า “มันเป็นกฎ” กฎ? “เพราะอะไรถึงเป็นกฎล่ะ” ไปๆมาๆ อาจารย์ฝ่ายปกครองก็จะบอก “เธอไม่พอใจที่จะทำตามกฎ เธอก็ไม่ต้องเรียนสิ”นี่ไม่ใช่คำตอบที่ดีของคนที่มีการศึกษาและกำลังให้การศึกษาต่ออนุชนรุ่นหลังเลย เพราะแสดงถึงความไร้เหตุผลอย่างยิ่งยวด ด้วยวุฒิภาวะ ถ้ากฎมีเหตุมีผล คุณก็ต้องตอบนักเรียนได้ สำหรับคนที่ต่อต้านเพราะยึดมั่นในเหตุผล และรอคอยคำตอบ ก็จะถูกมองเป็นพวกก้าวร้าว เป็นหัวโจก เป็นกลุ่มเด็กไม่ดี เด็กเกเร แล้วจะค่อยๆถูกหล่อหลอมเป็นพวกเดียวกับอีกกลุ่ม คือ ยอมรับกฎ โดยที่ไม่รู้เลยว่า เพราะอะไร ทำไม เดินไปข้างหน้าโดนปราศจากเป้าหมาย อย่างที่เห็นได้ทั่วไป เด็กที่เรียนไปงั้นๆ ยังไม่รู้ว่าจะเรียนต่อสายใด เรียนต่อคณะอะไร อยากทำงานอาชีพอะไร บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนจากการทิ้งเหตุผลของผู้ใหญ่ทั้งนั้น เพราะผู้ใหญ่ได้ทำลายความหวัง ความฝัน ในใจเขาไปหมดสิ้นแล้ว
8. เป็นการส่งเสริมให้ใช้อำนาจโดยมิชอบ
จากการที่เยาวชนซึมซับการใช้อำนาจของครูบาอาจารย์ทุกวัน เขาก็จะเริ่มใช้อำนาจในทางที่ผิด เนื่องจากครูของเขาก็ใช้อำนาจอย่างไร้เหตุผลกับเขาในการให้เขาตัดทรงผมสั้น โดยไม่มีเหตุผล เขาจะเริ่มทำตาม สังเกตได้ง่ายๆ เยาวชนที่เป็นนักเลงครองซอย พวกเขามีอำนาจในซอยนั้น ถ้าใครทำให้เขาไม่พอใจ เข้าจะใช้อำนาจอย่างผิดๆ ทำร้ายคนๆนั้นได้ หรือถ้าอยากให้เห็นง่ายกว่านั้นอีกก็คือ มาเฟีย ที่เห็นกันทั่วไป ไม่ว่าในไทยก็ดี ต่างประเทศก็ดี
9. ทำให้เกิดการเหยียดหยามดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เยาวชนบางคนอาจได้ยินผู้ใหญ่ด่าว่า ไว้ผมยาวเหมือนฮิปปี้ จะไปเป็นนักเลงหรือ? นั่นคือการเหยียดหยามอย่างหนึ่ง บางทีคนที่ไว้ผมยาว อาจจะเป็นคนที่ดีคนหนึ่งก็ได้ แต่กลับถูกดูหมิ่นว่า เป็นพวกนักเลง ซึ่งก็เลวร้ายไม่ต่ำกว่าการเหยียดสีผิวเลย เพราะความเป็นคนไม่ได้อยู่ที่ทรงผม จะเป็นคนดี จะสั้นยาวก็ไม่มีปัญหา แต่คนที่ไม่ดีจริงๆ ต่อให้ตัดให้เกรียนติดหนังหัวเท่าไหร่ ก็ยังมีเรื่องได้เสมอ
10. กฎทรงผมนั้น เป็นเพียงแค่ภาพลักษณ์เท่านั้น
เนื่องจากทรงผมนี้อยู่กับประเทศไทยมานานแสนนาน คนรุ่นเก่าๆจะติดภาพในอดีต เกรียนมาอย่างไร ก็เกรียนไปอย่างนั้น ติ่งมาอย่างไร ก็ติ่งไปอย่างนั้น ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นชัดเจนคือ เพลง จิ๊บ...ร.ด. ซึ่งมีเนื้อร้องท่อนหนึ่งว่า “ร.ด. เด็กไทย หัวเกรียน” นั่นคือการติดอยู่กับภาพลักษณ์เท่านั้น พอคนที่ติดกับภาพลักษณ์เห็นเยาวชนปัจจุบัน แตกต่างไปจากเดิม เช่นจากเกรียนมาเป็นรองหวี จากผมติ่งตรง มาเป็นผมซอย ก็จะเกิดอาการรับไม่ได้กับสภาพเหล่านั้น ทั้งๆที่มันไม่ได้ดูทุเรศเกินไปเลย อีกหนึ่งตัวอย่างคือ นักเรียนหญิงมัธยมปลาย จะปล่อยผมปรกลงมาด้านข้าง ซึ่งดูๆแล้วก็น่ารักดี แต่คนที่ติดกับภาพลักษณ์จะมองเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ไม่สวยงาม
11. ทำให้ชื่อเสียงของโรงเรียน เป็นสิ่งจอมปลอมและมองข้ามชื่อเสียงที่แท้จริงไป
บางโรงเรียนรวมทั้งศูนย์กำลังสำรองด้วย ต้องการให้นักเรียน/นศท. ตัดผมสั้น เพื่อให้ดูแล้วเป็นชื่อเสียงของสถานศึกษานั้นๆ ทำให้พลาดประเด็นสำคัญไป คือคุณภาพของนักเรียน นักศึกษานั้น ไม่ได้อยู่ที่ทรงผมแต่อยู่ที่คุณภาพของการศึกษาเรียนรู้ และ คุณภาพจิตใจ ถ้านักเรียน เรียนดี มีน้ำใจ นี่แหละคือชื่อเสียงที่แท้จริงของโรงเรียน หาใช่เพียงภาพลักษณ์ไม่
12. เป็นการปลูกฝังให้เยาวชนไม่ยอมรับความคิดเห็นผู้อื่นหรือเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเองไปเลย
จากที่เห็นได้ทั่วไปว่าเยาวชนต้องการหลุดจาก “แอก” ของกฎทรงผมไป แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ แม้ว่าเรียกร้องก็ไม่ได้อะไรกลับคืน เพราะผู้ใหญ่ไม่รับฟังความคิดเห็นของพวกเขา บางครั้งก็มองข้ามไป เยาวชนจะถูกหล่อหลอมให้เชื่อมั่นในความคิดตัวเองมากเกินไปจนไม่ฟังความคิดเห็นผู้อื่น ซึ่งเป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตย หรือในอีกทางหนึ่ง เยาวชนนั้นจะสูญเสียความมั่นใจไป ทำอะไรก็ผิด เหตุผลดีแค่ไหนก็เท่านั้น ซึ่งก็เป็นอันตรายกับระบอบการปกครองเช่นเดียวกัน อย่างที่เห็นได้จาก การไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นต้น
13. เป็นการปลูกฝังปิดกั้นแนวคิดและการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ซึ่งอาจจะมีประโยชน์หรือโทษก็ตาม
เนื่องจากผู้ใหญ่ ครู อาจารย์ ต่างปิดกั้นความคิดของเด็กนักเรียน แม้แต่เรื่องทรงผม พอเยาวชนโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ในสังคม ก็จะมองคนรุ่นหลังว่า ทำอะไรนอกกรอบ ในบางกรณี การเปลี่ยนแปลงนั้นก็นำมาซึ่งการพัฒนา บางครั้งการเปลี่ยนแปลงนั้นก็นำมาซึ่งความล้าหลัง แต่ใครจะรู้ได้ล่ะว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะไปในทิศทางใด ถ้าไม่ลองลงมือปฏิบัติ ทำให้ในบางกรณี ประเทศไทยจะขัดขากันเองบ่อยครั้ง รัฐบาลเสนอความคิดใหม่ๆ ฝ่ายค้านก็ค้านเอาๆ เป็นการถ่วงความเจริญเทศชาติ มันจะดีจะเลว ลองเอามาใช้แล้วถึงจะรู้ ไม่ดีก็เปลี่ยน ดีก็เก็บไว้ ถ้าเจอดีกว่า ก็โละแบบเก่าทิ้ง เอาแบบใหม่เข้ามาใช้แทน ขนม ถ้าคุณยังไม่ได้ลองชิม แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าขนมนั้นอร่อย?
14. เป็นการปลูกฝังลัทธิอำนาจนิยม โดยอาจจะแปรเปลี่ยนไปเป็นอัตตาธิปไตยได้
จากบทความของ นิธิ เอียวศรีวงศ์
http://www.phrathai.net/article/detail.php?catid=11&ID=123
ก่อนอื่นอยากจะเรียกร้องให้ผู้ที่ได้อ่านบทความนี้ อ่านให้จบ แล้วแสดงความคิดเห็นด้วยครับ ด้วยว่า การพัฒนา จะเป็นไปในทางใดทางหนึ่งอย่างชัดเจน จะดีจะเลวก็ให้มันรู้กันไป แล้วขอให้คุยกันด้วยเหตุผลนะครับ ไม่เอาแบบสมองเกรียนนะครับ แนวๆว่า “ไม่พอใจก็ไม่ต้องเรียนสิ”
จากที่เห็นได้ในปัจจุบัน นักเรียน, นักศึกษาวิชาทหาร ถูกบังคับให้ตัดผมสั้นโดยไร้เหตุผลที่สมควร ซึ่งข้าพเจ้าต้องการที่จะร้องเรียน แจ้งให้ทราบ เพื่อที่จะมีการแก้ไข ปรับปรุง ตามสมควร ในบทความต่อไปนี้ ข้าพเจ้าขอใช้สิทธิตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ฉบับ ปีพ.ศ.๒๕๕๐ หมวดที่๓ส่วนที่๗มาตราที่๔๕ ในการแสดงความคิดเห็น
ประวัติการตัดผมทรงนักเรียนนั้นได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่๒ ถูกนำมาใช้กับทหารสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ.1950 และเริ่มกลายเป็นแฟชั่นของพลเรือนจนซาไปในปี ค.ศ. 1960 ซึ่งประเทศไทยได้รับทรงผมทรงนักเรียน อีกทั้งเครื่องแบบต่างๆ มาจากประเทศญี่ปุ่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่๒ เช่นกัน และในช่วงสงครามนั้น เกิดเหาระบาดมาก ประชาชนในสมัยนั้นจึงนิยมตัดผมสั้นเกรียน
เหตุผลต่อไปนี้คือเหตุผลที่ไม่ควรมีกฎทรงผมอีกต่อไป
1. เป็นการขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หมวด๓ ส่วนที่๓ มาตราที่๒๘ กล่าวว่า
”บุคคลย่อมสามารถอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือใช้สิทธิเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีงามของประชาชน
.
.
.
บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการส่งเสริม สนับสนุน และช่วยเหลือจากรัฐ ในการใช้สิทธิตามความในหมวดนี้”
ตามบทบัญญัติดังกล่าว การเลือกทรงผม ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้อื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ และไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนเช่นกัน ดังนั้น การกระทำนี้จึงถือว่าสามารถทำได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว อีกทั้ง รัฐต้องให้ความคุ้มครอง สนับสนุน ช่วยเหลือ ต่อบุคคลนั้นๆด้วย
และตามบทบัญญัติ หมวด๓ ส่วนที่๑ มาตรา๒๙ ว่าด้วยการจำกัดสิทธิเสรีภาพความว่า
”การจำกัดสิทธิเสรีภาพ ของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งต้องไม่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้น
การใช้กฎหมายตามวรรค๑ให้ตราได้ เท่าที่จำเป็น และต้องมีผลบังคับใช้เป็นการทั่วไป ไม่เฉพาะเจาะจงหรือมุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และในกรณีที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ตรากฎหมายจำกัดสิทธิและเสรีภาพเฉพาะเพื่อการใด ให้ตรากฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพได้เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้
บทบัญญัติในวรรคหนึ่งและวรรคสองให้นำมาใช้บังคับกับกฎที่ออกโดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วยโดยอนุโลม”
2. ไร้ซึ่งความจำเป็นในการให้นักเรียน นักศึกษา นักศึกษาวิชาทหาร ตัดผมสั้น
แต่เดิมแล้ว กฎทรงผมนี้เป็นกฎของทหาร เพื่อใช้ปลูกฝังการเชื่อฟังคำสั่ง และปลูกฝังอำนาจนิยมให้กับบุคคลที่รับราชการทหาร เพื่อความสะดวกให้การบังคับบัญชาของผู้บังคับบัญชา และเพื่อความสะดวกในการดูแลรักษา เนื่องจากทหารเป็นอาชีพที่เร่งรีบ จึงไม่มีเวลาดูแลทรงผม ในปัจจุบัน ระบบการศึกษาได้รับกฎทรงผมนี้เข้ามาใช้กับนักเรียนมานานแล้ว ซึ่งขาดซึ่งความจำเป็น กล่าวคือ ประเทศไทยมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งการปลูกฝังอำนาจนิยมลงไปในตัวเด็กนั้น จะทำให้เด็กนั้นมีทัศนะคติที่เป็นคอมมิวนิสต์ หรือ อัตตาธิปไตย ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อชาติบ้านเมืองมาก หากบุคคลเหล่านั้นดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจสูง ก็จะเป็นการยากที่จะควบคุม และบุคคลดังกล่าว ไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนในชีวิตประจำวัน จึงสามารถดูแลทรงผมได้ ดังนั้นการให้นักเรียน นักศึกษา นักศึกษาวิชาทหาร ตัดผมสั้นนั้น จึงไร้ความจำเป็นอย่างยิ่ง
3. การใช้กฎทรงผมบังคับนักเรียน นักศึกษา นักศึกษาวิชาทหาร นั้น มิได้สร้างวินัยให้เยาวชนอย่างแท้จริง หากแต่เป็นการสร้างภาพลักษณ์เสมือนมีวินัยเท่านั้น
เนื่องจากระเบียบวินัยที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการบังคับให้ทำ แต่หากเป็นการกระทำออกมาด้วยจิตสำนึก สังเกตได้จากการที่นักเรียนพอออกนอกโรงเรียน ก็จะปล่อยชายเสื้อ หรืออย่างดีหน่อยก็ถึงบ้านแล้ว ถ้าไม่ได้เปลี่ยนชุด ก็จะปล่อยชายเสื้อ นั่นหมายถึงว่า กฎที่บัญญัติไว้ในโรงเรียนว่า ให้นักเรียนใส่ชายเสื้อไว้ในกางเกง/กระโปรง(สำหรับนักเรียนหญิง ม.ปลาย) ไม่ได้อยู่ในจิตสำนึกของนักเรียน ดังนั้น เหตุผลที่อ้างว่า ให้ตัดผมเพื่อเป็นการสร้างระเบียบวินัยจึงไม่สามารถใช้ได้ ในมุมมองของนักศึกษาวิชาทหารนั้น การที่ระเบียบวินัยหย่อนคล้อย เวลาที่ครูฝึกผ่อนปรนกฎระเบียบต่างๆ นักศึกษาก็จะเล่นกัน หรือตอนออกนอกศูนย์ฝึกไปแล้ว นักศึกษาเองก็ไม่ได้ทำตัวเป็นระเบียบเหมือนตอนอยู่ในการบังคับอีกต่อไป สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ค่อนข้างอันตราย เพราะว่าถ้าเยาวชนถูกปลูกฝังมาให้ทำตามกฎระเบียบอย่างเดียว เยาชนจะไม่รู้จักคิดได้เองเลยว่า สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด หากแต่ทำไปตามที่ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าสั่งเท่านั้น
4. ทำให้เยาวชนคิดไม่เป็น
เยาวชนส่วนใหญ่จะไม่ชอบการตัดผมสั้น แต่ก็จะมีบางส่วนที่จำใจทำ “ทำตามไปเถอะ อย่าไปคิดอะไรเลย มันเป็นกฎ” นั่นหมายถึง เขาจะคิดไม่เป็นว่า สิ่งที่เขาทำอยู่ผิดหรือถูก ได้แต่รับคำสั่งไปวันๆเท่านั้น เพราะด้วยตัวกฎทรงผมนี้เอง ก็มีข้อเสียหลายประการ มากซะยิ่งกว่าข้อดีเสียอีก
5. ส่งเสริมให้เยาวชน ไม่รักษาสิทธิ
เนื่องจากการเลือกทรงผมเป็นสิทธิอันชอบธรรมของบุคคลนั้นๆ แต่สถานศึกษากลับเพิกเฉยต่อสิ่งนั้นและตั้งกฎระเบียบอันเข้มงวด ทำให้นักเรียนไม่สามารถรักษาสิทธิของตัวเองได้ นับวันนานไป ก็จะมีแต่คนหมดหวัง หมดอาลัยตายอยาก “อย่าไปสู้เลย อย่าไปเถียงอาจารย์เลย อย่าแสดงความคิดเห็นเลย” ทั้งๆที่เป็นสิทธิของบุคคลนั้นๆ ซึ่งจะเป็นปัญหาในอนาคต เช่นการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง “เลือกไม่เลือกก็เหมือนกันแหละ” หรือในทีสุดก็จะมีบุคคลประเภทขัดขวางการเรียกร้องสิทธิของผู้อื่น เป็นต้น
6. สัญญาที่บางโรงเรียนทำกับผู้ปกครองและนักเรียน เป็นสัญญาอันไม่เป็นธรรม
บางโรงเรียนอาจจะมีใบสัญญาว่า จะทำตามกฎระเบียบของโรงเรียนทุกประการ แล้วให้ผู้ปกครอง และ/หรือ นักเรียน เซ็นชื่อลงไป ซึ่งเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เพราะ ถ้าไม่เซ็นสัญญานั้น ก็จะไม่มีสิทธิ์เข้าเรียนในโรงเรียนนั้นๆ ถึงแม้ว่าโรงเรียนนั้นจะอยู่ในเขตการบริการของโรงเรียนนั้นๆ ซึ่งแม้ว่านักเรียนจะไม่เซ็นสัญญาก็สมควรมีสิทธิในการเข้าเรียนในสถานศึกษานั้นๆ ตามอำนาจบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ หมวดที่๓ ส่วนที่๘ มาตราที่๔๘-๔๙ ว่าด้วย สิทธิเสรีภาพในการศึกษา และประมวลกฎหมายแพ่งและอาญา ว่าด้วย ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และถ้าท่านเห็นว่า ไม่เป็นธรรมจะเรียนทำไม ลองนึกถึงพ่อแม่ที่ยากจน แต่ไปกู้เงินนอกระบบมาให้ลูกเรียนหนังสือ รู้ว่าไม่เป็นธรรม ดอกเบี้ยสูง ก็ต้องยอม.....
7. เป็นการปลูกฝังให้เยาวชนละทิ้งเหตุผล
เยาวชนหลายๆคนจะมีคำถามอยู่ในใจ “ทำไมต้องเกรียน?” “ทำไมต้องผมติ่ง” “ผมสั้นแล้วดีตรงไหน” “ผมยาวแล้วไม่เรียบร้อยตรงไหน” “จะซอยผมผิดด้วยหรือ? เพราะอะไร?” ถ้าไปถามอาจารย์ฝ่ายปกครอง ท่านก็คงพูดได้แต่ว่า “มันเป็นกฎ” กฎ? “เพราะอะไรถึงเป็นกฎล่ะ” ไปๆมาๆ อาจารย์ฝ่ายปกครองก็จะบอก “เธอไม่พอใจที่จะทำตามกฎ เธอก็ไม่ต้องเรียนสิ”นี่ไม่ใช่คำตอบที่ดีของคนที่มีการศึกษาและกำลังให้การศึกษาต่ออนุชนรุ่นหลังเลย เพราะแสดงถึงความไร้เหตุผลอย่างยิ่งยวด ด้วยวุฒิภาวะ ถ้ากฎมีเหตุมีผล คุณก็ต้องตอบนักเรียนได้ สำหรับคนที่ต่อต้านเพราะยึดมั่นในเหตุผล และรอคอยคำตอบ ก็จะถูกมองเป็นพวกก้าวร้าว เป็นหัวโจก เป็นกลุ่มเด็กไม่ดี เด็กเกเร แล้วจะค่อยๆถูกหล่อหลอมเป็นพวกเดียวกับอีกกลุ่ม คือ ยอมรับกฎ โดยที่ไม่รู้เลยว่า เพราะอะไร ทำไม เดินไปข้างหน้าโดนปราศจากเป้าหมาย อย่างที่เห็นได้ทั่วไป เด็กที่เรียนไปงั้นๆ ยังไม่รู้ว่าจะเรียนต่อสายใด เรียนต่อคณะอะไร อยากทำงานอาชีพอะไร บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนจากการทิ้งเหตุผลของผู้ใหญ่ทั้งนั้น เพราะผู้ใหญ่ได้ทำลายความหวัง ความฝัน ในใจเขาไปหมดสิ้นแล้ว
8. เป็นการส่งเสริมให้ใช้อำนาจโดยมิชอบ
จากการที่เยาวชนซึมซับการใช้อำนาจของครูบาอาจารย์ทุกวัน เขาก็จะเริ่มใช้อำนาจในทางที่ผิด เนื่องจากครูของเขาก็ใช้อำนาจอย่างไร้เหตุผลกับเขาในการให้เขาตัดทรงผมสั้น โดยไม่มีเหตุผล เขาจะเริ่มทำตาม สังเกตได้ง่ายๆ เยาวชนที่เป็นนักเลงครองซอย พวกเขามีอำนาจในซอยนั้น ถ้าใครทำให้เขาไม่พอใจ เข้าจะใช้อำนาจอย่างผิดๆ ทำร้ายคนๆนั้นได้ หรือถ้าอยากให้เห็นง่ายกว่านั้นอีกก็คือ มาเฟีย ที่เห็นกันทั่วไป ไม่ว่าในไทยก็ดี ต่างประเทศก็ดี
9. ทำให้เกิดการเหยียดหยามดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เยาวชนบางคนอาจได้ยินผู้ใหญ่ด่าว่า ไว้ผมยาวเหมือนฮิปปี้ จะไปเป็นนักเลงหรือ? นั่นคือการเหยียดหยามอย่างหนึ่ง บางทีคนที่ไว้ผมยาว อาจจะเป็นคนที่ดีคนหนึ่งก็ได้ แต่กลับถูกดูหมิ่นว่า เป็นพวกนักเลง ซึ่งก็เลวร้ายไม่ต่ำกว่าการเหยียดสีผิวเลย เพราะความเป็นคนไม่ได้อยู่ที่ทรงผม จะเป็นคนดี จะสั้นยาวก็ไม่มีปัญหา แต่คนที่ไม่ดีจริงๆ ต่อให้ตัดให้เกรียนติดหนังหัวเท่าไหร่ ก็ยังมีเรื่องได้เสมอ
10. กฎทรงผมนั้น เป็นเพียงแค่ภาพลักษณ์เท่านั้น
เนื่องจากทรงผมนี้อยู่กับประเทศไทยมานานแสนนาน คนรุ่นเก่าๆจะติดภาพในอดีต เกรียนมาอย่างไร ก็เกรียนไปอย่างนั้น ติ่งมาอย่างไร ก็ติ่งไปอย่างนั้น ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นชัดเจนคือ เพลง จิ๊บ...ร.ด. ซึ่งมีเนื้อร้องท่อนหนึ่งว่า “ร.ด. เด็กไทย หัวเกรียน” นั่นคือการติดอยู่กับภาพลักษณ์เท่านั้น พอคนที่ติดกับภาพลักษณ์เห็นเยาวชนปัจจุบัน แตกต่างไปจากเดิม เช่นจากเกรียนมาเป็นรองหวี จากผมติ่งตรง มาเป็นผมซอย ก็จะเกิดอาการรับไม่ได้กับสภาพเหล่านั้น ทั้งๆที่มันไม่ได้ดูทุเรศเกินไปเลย อีกหนึ่งตัวอย่างคือ นักเรียนหญิงมัธยมปลาย จะปล่อยผมปรกลงมาด้านข้าง ซึ่งดูๆแล้วก็น่ารักดี แต่คนที่ติดกับภาพลักษณ์จะมองเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ไม่สวยงาม
11. ทำให้ชื่อเสียงของโรงเรียน เป็นสิ่งจอมปลอมและมองข้ามชื่อเสียงที่แท้จริงไป
บางโรงเรียนรวมทั้งศูนย์กำลังสำรองด้วย ต้องการให้นักเรียน/นศท. ตัดผมสั้น เพื่อให้ดูแล้วเป็นชื่อเสียงของสถานศึกษานั้นๆ ทำให้พลาดประเด็นสำคัญไป คือคุณภาพของนักเรียน นักศึกษานั้น ไม่ได้อยู่ที่ทรงผมแต่อยู่ที่คุณภาพของการศึกษาเรียนรู้ และ คุณภาพจิตใจ ถ้านักเรียน เรียนดี มีน้ำใจ นี่แหละคือชื่อเสียงที่แท้จริงของโรงเรียน หาใช่เพียงภาพลักษณ์ไม่
12. เป็นการปลูกฝังให้เยาวชนไม่ยอมรับความคิดเห็นผู้อื่นหรือเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเองไปเลย
จากที่เห็นได้ทั่วไปว่าเยาวชนต้องการหลุดจาก “แอก” ของกฎทรงผมไป แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ แม้ว่าเรียกร้องก็ไม่ได้อะไรกลับคืน เพราะผู้ใหญ่ไม่รับฟังความคิดเห็นของพวกเขา บางครั้งก็มองข้ามไป เยาวชนจะถูกหล่อหลอมให้เชื่อมั่นในความคิดตัวเองมากเกินไปจนไม่ฟังความคิดเห็นผู้อื่น ซึ่งเป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตย หรือในอีกทางหนึ่ง เยาวชนนั้นจะสูญเสียความมั่นใจไป ทำอะไรก็ผิด เหตุผลดีแค่ไหนก็เท่านั้น ซึ่งก็เป็นอันตรายกับระบอบการปกครองเช่นเดียวกัน อย่างที่เห็นได้จาก การไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นต้น
13. เป็นการปลูกฝังปิดกั้นแนวคิดและการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ซึ่งอาจจะมีประโยชน์หรือโทษก็ตาม
เนื่องจากผู้ใหญ่ ครู อาจารย์ ต่างปิดกั้นความคิดของเด็กนักเรียน แม้แต่เรื่องทรงผม พอเยาวชนโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ในสังคม ก็จะมองคนรุ่นหลังว่า ทำอะไรนอกกรอบ ในบางกรณี การเปลี่ยนแปลงนั้นก็นำมาซึ่งการพัฒนา บางครั้งการเปลี่ยนแปลงนั้นก็นำมาซึ่งความล้าหลัง แต่ใครจะรู้ได้ล่ะว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะไปในทิศทางใด ถ้าไม่ลองลงมือปฏิบัติ ทำให้ในบางกรณี ประเทศไทยจะขัดขากันเองบ่อยครั้ง รัฐบาลเสนอความคิดใหม่ๆ ฝ่ายค้านก็ค้านเอาๆ เป็นการถ่วงความเจริญเทศชาติ มันจะดีจะเลว ลองเอามาใช้แล้วถึงจะรู้ ไม่ดีก็เปลี่ยน ดีก็เก็บไว้ ถ้าเจอดีกว่า ก็โละแบบเก่าทิ้ง เอาแบบใหม่เข้ามาใช้แทน ขนม ถ้าคุณยังไม่ได้ลองชิม แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าขนมนั้นอร่อย?
14. เป็นการปลูกฝังลัทธิอำนาจนิยม โดยอาจจะแปรเปลี่ยนไปเป็นอัตตาธิปไตยได้
จากบทความของ นิธิ เอียวศรีวงศ์
http://www.phrathai.net/article/detail.php?catid=11&ID=123
edit @ 2 Nov 2007 14:23:31 by Century King