ตบกะโหลกพระ
บาปหรือไม่ - ไม่รู้ จะตกนรกหรือไม่ - ไม่ทราบ ครั้งหนึ่งผมเคยนึกอยากตบกะโหลกพระ!
วันนั้นตรงแผงหนังสือแห่งหนึ่งที่สนามหลวง พระรูปหนึ่งยืนเลือกดูหนังสืออย่างสบายอารมณ์ เป็นหนังสือประเภท 'ยุบหนอพองหนอ' ตระผมลปลุกใจเสือป่า ผมจ้องพระรูปนั้นเสพหนังสือโป๊เนิ่นนานอย่างไม่เชื่อตา แต่พระก็ยังไม่รู้ตัว ผมได้แต่ปลงสังเวชแล้วเดินจากไป
ข่าวพระเล่น Hi5 แช็ตทางอินเทอร์เน็ต ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่ครั้งแรกและไม่ใช่ครั้งสุดท้าย
ปฏิกิริยาของสังคมก็เหมือนเดิม คือบอกว่า "ไม่เหมาะสมกับความเป็นพระ" แต่อีกไม่กี่วันผู้คนก็ลืมเรื่องพระเล่น Hi5 พระมั่วกาม รอข่าวใหม่บนหน้าหนังสือพิมพ์ข่าวต่อไป แล้วก็ลืมอีก
พฤติกรรมในทางเสื่อมของพระพูดมานานแล้ว และคงยังพูดต่อไป ทางเสื่อมแห่งศาสนามีหลายทาง แต่ที่ชาวบ้านรับไม่ได้ที่สุดก็คือเรื่องประพฤติผิดในกาม ทั้งๆ ที่พฤติกรรมเช่นการสร้างวัตถุมงคลอาจแย่ไม่แพ้กัน (หรือแย่กว่า เพราะมอมเมาคนกลุ่มใหญ่กว่า?)
การจับสึกพระที่ผิดอาบัติร้ายแรง ไม่ว่าทางปาราชิก สังฆาทิเสส หรืออื่นๆ ก็เช่นการลงโทษอาชญากรด้วยคุกตะราง เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
ศาสนาไม่มีวันก้าวไปข้างหน้าเคียงคู่กับสังคมได้ หากเราหลับหูหลับตาไม่ยอมเรียนรู้จากตัวอย่างไม่ดี และไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
บทบาทของพระในสังคมต่างจากอาชีพหมอ ทนายความ วิศวกร คนขับแท็กซี่ คนขายปลาหมึกปิ้ง คนขายล็อตเตอรี ฯลฯ ตรงที่พระเป็นสถาบัน เป็นสัญลักษณ์แห่งการละวาง การหลุดพ้น เช่นที่ผู้พิพากษาเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรม สังคมคาดหวังว่าพระต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ฆราวาสด้วย
วัดในสมัยโบราณเป็นโรงเรียน พระสมัยก่อนเป็นครูด้วย สอนทั้งความรู้และจริยธรรม ความเป็นพระจึงอยู่ในวิญญาณ ไม่ใช่บวชเพราะอยากสบาย หรือไม่ต้องทำงาน
ศีล 227 ข้อของสงฆ์มีมากกว่าศีลห้าของฆราวาส 45.4 เท่า แต่ปฏิบัติยากกว่าล้านเท่า เฉพาะเรื่องเพศที่ฝังในยีนก็ยากจะควบคุมแล้ว พระก็คือปุถุชนที่มีอารมณ์ มีความต้องการตามธรรมชาติ แต่ผู้ที่จะบวชเป็นพระรับรู้กติกานี้มาก่อนที่จะปลงผม จึงไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ เพราะการเป็นพระไม่ใช่ทหาร กระทำโดยสมัครใจ ไม่มีหมายเกณฑ์ ไม่ต้องติดคุกหาก 'หนีพระ'
พูดก็พูดเถอะ ไม่มีใครเอาปืนจี้ให้ไปบวชเป็นพระ
แต่ในสังคมที่อบายมุขบุกผ่านเสาอากาศและสายเคเบิ้ลเข้ามาถึงในห้องปฏิบัติธรรม ง่ายนักที่จะหลงทาง
การเดินตามทางสายธรรมไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีจิตใจที่มั่นคง และต้องอุทิศตนจริงๆ หากจิตใจไม่มั่นคง ไม่รู้แน่ว่าตนเองต้องการอะไรในชีวิต การจำวัดก็เหมือนการจำคุก เมื่อบวกกับความไม่รู้ พระก็อาจหลงทางได้ไม่ต่างจากฆราวาส อาจหลงทางมากกว่าฆราวาสด้วยซ้ำ จนหลายคนหมดศรัทธาในศาสนาไปเลย
พุทธศาสนาเดินทางมาราธอนมาไกลถึงหลักไมล์ที่โลกเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด องค์ประกอบของสังคมใน พ.ศ. นี้แตกต่างจากเมื่อแรกกำเนิดศาสนาแทบหน้ามือเป็นหลังมือ การที่จะรู้ว่าเราจะเดินไปทางไหนจำต้องเข้าใจว่าเราเดินมาจากจุดใด
พุทธศาสนากำเนิดมาจากพระพุทธองค์ การเข้าใจแก่นก็ต้องเข้าใจพระพุทธองค์ เข้าใจเจตนาของพระองค์
การบอกว่าเล่นอินเทอร์เน็ตไม่ผิด เพราะไม่มีคำว่า 'อินเทอร์เน็ต' บัญญัติไว้ในศีลข้อใด ก็เหมือนบอกว่าการที่พระพบเห็นสีกากำลังจมน้ำตายและกระโดดลงไปช่วย ผายปอดให้เป็นความผิด เพราะหนึ่งในศีล 227 ข้อคือห้ามพระแตะต้องสตรี
ความเหมาะสมย่อมขึ้นอยู่กับเจตนาและจุดหมายของการกระทำนั้น แก่นของศาสนาเป็น 'รัฐธรรมนูญ' ไม่ใช่ 'กฎหมาย' ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของสังคมที่เปลี่ยนไป
ทางเดินของพระพุทธองค์จึงเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง) คือ มรรค 8 ไม่แข็งเกินไป ไม่อ่อนเกินไป ใช้ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเข็มทิศ ไม่ให้แกว่งไปยังกามสุขัลลิกานุโยคหรืออัตตกิลมถานุโยคมากเกินไป และรู้ทันการเปลี่ยนแปลง
ตอนผมยังเป็นเด็ก พระแถวบ้านผมไม่แตะต้องเงิน การซื้อสิ่งของใดๆ พ่อค้าจะเป็นผู้หยิบเงินจากกระเป๋าของพระเท่านั้น การไม่แตะต้องเงินทางกายภาพเป็นการเตือนใจให้รู้ทันโลกที่ขับเคลื่อนด้วย เงินตรา
'พรหมจรรย์' ของพระจึงมิได้อยู่ที่ว่าจะเล่นคอมพิวเตอร์หรือไม่ แต่อยู่ที่จิตใจและวัตรปฏิบัติที่พอดี โดยมีจุดหมายที่การละวาง ความสงบทางใจ และเผื่อแผ่ถึง!โลกด้วย
การบวชอยู่ที่ใจ ไม่ใช่ว่านั่งขัดสมาธินิ่งๆ ได้นานกว่า ถือศีลได้มากข้อกว่า ท่องบทสวดได้มากกว่า
ในวัดเซนโบราณ เมื่อศิษย์ขบคิดปัญหาธรรมไม่ออก อาจารย์มักจะใช้ไม้เคาะกะโหลกศิษย์ หรือใช้ไม้ตีเจ็บๆ เพื่อให้ 'ตื่น' ศิษย์บางรายบรรลุธรรมขณะหัวแตกเลือดไหลกระดูกหัก
องค์กรธุรกิจชั้นนำของโลกล้วนต้องตรวจสอบและชำระระบบการทำงานเป็นระยะๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ บางองค์กรที่กำลังขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตัดบางแผนกที่ไม่เกี่ยวกับแนวคิดเดิมของบริษัททิ้งไป เมื่อเห็นว่ามันเริ่มจะรุงรัง
บางที การพัฒนาคุณภาพของพระทางหนึ่งอาจเป็นการกลั่นกรองการเข้าบวชให้ต้องผ่านการสอบ 'เอนทรานซ์' เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่เป็นพระคือผู้ที่อยากเป็นพระจริงๆ !
ความจริงไม่แต่คุณภาพของพระเท่านั้นที่ต้องพัฒนา ศาสนิกชนก็ต้องรับการสังคายนาด้วยเช่นกัน
คิดดูก็แปลก เรามีผู้คนออกมาโวยวายทุกครั้งที่มีการกระทบ 'เปลือก' เช่น เมื่อจิตรกรผู้หนึ่งวาดรูป ภิกษุสันดานกา ที่สะท้อนความจริงในสังคม แต่ไม่มีใครออกมาประท้วงรุนแรงต่อพระที่ปฏิบัติเดรัจฉานวิชาทั่วบ้านทั่ว เมือง ทั้งๆ ที่ในระยะยาว เดรัจฉานวิชาอาจจะเป็นอันตรายต่อสังคมมากกว่าหลายล้านเท่า ไม่มีใครตั้งคำถามว่า พระดูละครโทรทัศน์เป็นอุปสรรคต่อการละวางหรือไม่
อาจมิใช่ความผิดของใคร เราถูกสอนมาให้มองศาสนาและพระเป็นของสูง มากกว่าเป็นเครื่องมือในการละวางและสร้างปัญญา แต่ศาสนิกชนก็จำต้องถูก 'ตบกะโหลก' บ้าง เพื่อให้รู้ตัว รู้ทันว่าอะไรเป็นเปลือก อะไรเป็นแก่น อะไรเป็นส่วนเกิน ชำระล้างความเชื่อ ความหลงผิดออกไป
ศาสนิกชนที่มีคุณภาพทำให้พระต้องมีคุณภาพไปโดยปริยาย
ศาสนาโบราณหลายศาสนาหายไปจากโลก เพราะไม่อาจปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนไป
แม้แต่คริสตศาสนาก็ยังต้องปรับตัว เมื่อหลักฐานทางฟอสซิลบ่งชัดว่าโลกอายุ 4.6 พันล้านปี ไม่ใช่หกพันกว่าปีตามที่จารึกในพระคัมภีร์ และจำนวนคนที่เชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลกเสร็จในเจ็ดวันลดน้อยลงเรื่อยๆ คริสตจักรออกมาขอโทษกาลิเลโอ (ช้าไปสามร้อยปี) ยอมรับทฤษฎีวิวัฒนาการ อนุญาตให้สอนเรื่องกำเนิดของโลกและจักรวาลในเวอร์ชั่นวิทยาศาสตร์ แล้วเดินหน้าต่อไป
พุทธศาสนาก็ผ่านการสังคายนามาเป็นระยะ แต่การสังคายนากระทำได้ยากขึ้นทุกที เพราะสังคมมีมิติมากขึ้น พฤติกรรมของคนซับซ้อนขึ้น ไม้ใหญ่ที่ผ่านกาลเวลามาถึง 2,500 กว่าปีย่อมมีฝุ่นโคลนและปลวกเกาะแทะ หากไม้แก่นแข็งแรง ย่อมทานปลวกได้ในระยะหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดแล้วหากไม่ชำระปลวกออกไป แม้จะเป็นไม้พันธุ์เลิศล้ำเพียงใด ก็สลายไปตามกฎอนิจจัง
วินทร์ เลียววาริณ
www.winbookclub.com
8 มีนาคม 2551
คมคำคนคม
When I do good, I feel good; when I do bad, I feel bad, and that is my religion.
เมื่อข้าพเจ้าทำดี ข้าพเจ้ารู้สึกดี เมื่อข้าพเจ้าทำไม่ดี ข้าพเจ้ารู้สึกไม่ดี และนั่นคือศาสนาของข้าพเจ้า
Abraham Lincoln
อับราฮัม ลิงคอล์น
ที่มา - http://www.winbookclub.com/basket_detail.php?id=211